posttoday
นำเข้าแอลพีจีลดฮวบแสนตัน รับอานิสงส์ โรงแยกก๊าซหลุดมลพิษ

นำเข้าแอลพีจีลดฮวบแสนตัน รับอานิสงส์ โรงแยกก๊าซหลุดมลพิษ

24 สิงหาคม 2553

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน กล่าวว่า ผลจากมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (บอร์ดสิ่งแวดล้อม) ที่ให้แยกโรงก๊าซธรรมชาติออกจากประเภทโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ส่งผลดีในการบริหารจัดการปริมาณก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ในประเทศ เพราะโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่ 6 ของบริษัท ปตท. จะสามารถกลับมาเดินเครื่องได้อย่างเป็นทางการ ทำให้มีกำลังผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นเดือนละ 1 แสนตัน ทดแทนการนำเข้าแอลพีจีได้ทันที

ปริมาณการนำเข้าก็จะเหลือเดือนละ45 หมื่นตัน จากปัจจุบันที่ต้องนำเข้าเฉลี่ย 11.5 แสนตัน ทำให้การใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อนำเข้าแอลพีจีลดภาระลงเหลือเดือนละ 500600 ล้านบาท จากเดิมเดือนละ 1,2001,400 ล้านบาท ขณะเดียวกันจะเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่จะมีแอลพีจีใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตอีกด้วย

ปัจจุบันโรงแยกก๊าซฯ แห่งที่ 6 ได้ก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคเสร็จแล้ว รวมทั้งการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ)

ในส่วนกิจการประเภทโรงไฟฟ้าที่จะมีผลกระทบคือ โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เข้าข่ายเป็นกิจการรุนแรง คงต้องปรับแผนให้เหมาะสม ต้องยอมรับว่าขณะนี้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ทั่วโลก เพราะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นถ่านหินสะอาดไม่ได้สร้างมลพิษ หากโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้าระบบช้ากว่าแผนที่วางไว้ อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศได้

อย่างไรก็ตาม สำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้จัดตัวเลขประมาณการการผลิตและนำเข้าแอลพีจี กรณีที่โรงแยกก๊าซฯ ดำเนินการได้ ซึ่งระบุไว้ว่า โดยเฉลี่ยจะนำเข้าแอลพีจีเดือนละ 5.4 หมื่นตัน ในขณะที่การผลิตแอลพีจีในประเทศจะเพิ่มจากปัจจุบันอยู่ที่เดือนละ 2.83 แสนตัน เป็น 4.5 แสนตัน

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า กิจการโรงไฟฟ้า ที่เข้าข่ายเป็นประเภทกิจการรุนแรงฯ ได้แก่ โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีขนาดกำลังการผลิตตั้งแต่ 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป โรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีกำลังผลิตตั้งแต่ 150 เมกะวัตต์ขึ้นไป โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกขนาด โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ใช้ระบบพลังความร้อนร่วมที่มีกำลังผลิตตั้งแต่ 3,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป

สำหรับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีกำลังผลิตรวมตั้งแต่ 3,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป ไม่เข้าข่ายเป็นกิจการรุนแรง ทำให้โรงไฟฟ้าแห่งใหม่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โรงไฟฟ้าจะนะ หน่วยที่ 2 กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ สามารถดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ต่อไป แต่กรณีของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ยังมีเวลาในการพิจารณาปรับแผนผลิตไฟฟ้า เพราะยังอยู่ในขั้นตอนคัดเลือกสถานที่ตั้ง

นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า การที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติไม่เข้าข่ายเป็นกิจการรุนแรง ทำให้โรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ. สองแห่ง คือ โรงไฟฟ้าจะนะและโรงไฟฟ้าวังน้อย จะสามารถเข้าระบบได้ตามแผนในปี 2557 เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าที่เข้ามาทดแทนโรงไฟฟ้าของภาคเอกชนที่ต้องเลื่อนเข้าระบบไปอีก 12 ปีข้างหน้า

กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่น่าเป็นห่วง จะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินของภาคเอกชน เนื่องจากต้องใช้เวลาจัดทำอีไอเอและเอชไอเอ ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้าเดินเครื่องได้ล่าช้ากว่าแผนพลังงานหรือพีดีพีที่กำหนดไว้ ประกอบกับเงื่อนไขที่ระบุว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีขนาด 100 เมกะวัตต์ขึ้นไปถือเป็นกิจการรุนแรง ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำเกินไป เพราะในด้านวิชาการ กำลังผลิตไฟฟ้าขนาดนี้ไม่ได้สร้างมลพิษจนส่งผลกระทบต่อประชาชน

ปัจจุบันการจัดทำเอชไอเอของโรงไฟฟ้าก็มีรายละเอียดเรื่องสุขภาพที่ครอบคลุมอยู่แล้ว ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซฯ หรือโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่การกำหนดเงื่อนไขกำลังผลิตไฟฟ้าในแต่ละชนิดเชื้อเพลิงที่เข้าข่ายเป็นกิจการรุนแรง เป็นตัวเลขไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเท่าที่ควร แต่เมื่อเป็นมติบอร์ดออกมาก็ต้องรับไปปฏิบัติ

“ผลของการประชุมที่ออกมาทำให้ กฟผ.อุ่นใจขึ้นมาบ้าง เพราะอย่างน้อยโรงไฟฟ้า กฟผ. สองแห่งก็ไม่ต้องเลื่อนเข้าระบบไปอีก แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังต่อเนื่อง คือ ปริมาณสำรองไฟฟ้า ช่วงปี 25562557 จะพยายามไม่ให้ต่ำกว่า 10% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยยังเลือกใช้แผนการยืดอายุโรงไฟฟ้าเก่าที่จะปลดระวางในช่วงเวลาดังกล่าวออกไปก่อน” นายสุทัศน์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก