
เอ็มวีเอ็นโอยังมีช่องโต ซิมเพนกวินเร่งปั้นแบรนด์
ธุรกิจ MVNO (Mobile Virtual Network Operator) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เสมือนซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งธุรกิจขายซิม
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
ธุรกิจ MVNO (Mobile Virtual Network Operator) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เสมือนซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งธุรกิจขายซิมของผู้ให้บริการที่ไม่ได้วางโครงข่ายเอง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เจาะตลาดต่างจังหวัดที่ยังใช้งาน 3จี บนโครงข่าย 2100 เมกะเฮิรตซ์
สำหรับผู้ให้บริการในไทยนั้นมีจำนวน 4 ราย ที่อยู่ภายใต้โครงข่ายของบริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ แคท คือ บริษัท ไอโมบายพลัส, บริษัท ดาต้าซีดีเอ็มเอ คอมมูนิเคชั่น, บริษัท 168 คอมมูนิเคชั่น และบริษัท ไวท์สเปซ โดยให้บริการบนคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ แต่ดูเหมือนว่าค่ายที่มีทิศทางทำตลาดต่อเนื่องจะมีน้อยราย
ชัยยศ จิรบวรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะไวท์สเปซ ผู้ให้บริการซิมเพนกวิน เปิดเผยว่า ธุรกิจเอ็มวีเอ็นโอในไทยมีทิศทางที่ดีขึ้นด้วยการสนับสนุนจากทาง กสทช.ที่ปรับปรุงกฎระเบียบ พร้อมอนุมัติเลขหมายเพิ่มขึ้นจากเดิมทำให้ขณะนี้มีเลขหมายในมือกว่า 1.2 ล้านเบอร์
การสนับสนุนด้านเทคนิคของทาง กสท โทรคมนาคม รวมทั้งการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเอื้อประโยชน์ให้พันธมิตรทำงานได้คล่องตัวขึ้น ทำให้ขณะนี้บริษัทมีลูกค้ากว่า 3 แสนราย และตั้งเป้าสิ้นปีนี้ 5 แสนราย ค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายอยู่ที่ 140 บาท/คน/เดือน ช่องทางการจัดจำหน่ายกว่า 1.8 หมื่นร้านค้า เติมเงินได้มากกว่า 3 แสนจุด
ทั้งนี้ บริษัทได้เพิ่มช่องทางการเติมเงินและเช็คยอดเงินผ่านแอพพลิเคชั่นให้ลูกค้ารู้สึกสะดวกและขยายช่องทางการเติมเงินผ่านธนาคารมากขึ้น คาดว่าจะได้เห็นภายในปีนี้
“ลูกค้าทั้ง 3 แสนรายของบริษัท ล้วนแล้วแต่เป็นลูกค้าที่ลงทะเบียนเปิดใช้งานซิมจริงทุกราย โดยกระบวนการจะเริ่มตั้งแต่คนขายจะมีแอพสแกนข้อมูลและส่งบัตรประชาชนเข้ามาในระบบ ถ้าไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าวจะเปิดใช้งานซิมไม่ได้”
ทางด้าน ปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เปิดเผยว่า การเป็นผู้ให้บริการรายเล็กทำให้บริษัทสามารถพลิกแพลงกลยุทธ์ได้ตลอดเวลา รวมทั้งการตั้งเป้าผู้ใช้งานหรือยอดขายก็ไม่ได้สูงจนกดดัน แต่จะปรับให้เหมาะสมตามกลไกของตลาด
บริษัทยังตั้งเป้าเรื่องของการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) มากกว่า จึงไม่คิดจะเทียบกับรายใหญ่ และงบที่มีก็ยังใช้น้อยกว่ามาก เพราะต้องการสร้างความน่าเชื่อถือว่าเป็นซิมที่มีคุณภาพใช้งานได้จริงไม่ทิ้งกลางทาง จึงต้องมีพันธมิตรที่เชื่อใจในทีมงานและการดำเนินงานของบริษัท
สำหรับปีนี้ใช้งบที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นปีคือ 100 ล้านบาท ตอนนี้ใช้ไปแล้วกว่า 60% ตัวเลขอาจจะเทียบไม่ได้กับรายใหญ่อื่นๆ แต่บริษัทเน้นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและแข็งแรงในกลุ่มผู้ใช้งานต่างจังหวัดก่อน ซึ่งสัดส่วนการใช้งานซิมเพนกวินของลูกค้าแบ่งเป็นอินเทอร์เน็ต 85% วอยซ์ 15% เพราะการโทรผ่านโซเชียลมีเดียยังเป็นที่นิยม
การเปิดตัวซิมวัยเก๋าและวัยโจ๋พร้อมกันนั้น บริษัทมองว่ากลุ่มวัยรุ่น คนทำงาน ผู้สูงอายุไปจนถึงชาวต่างชาติที่มีจำนวนถึง 10% ของประชากรในไทยเป็นตัวเลขที่เยอะมาก และยังมีความต้องการใช้งานวอยซ์มากกว่าดาต้า โดยจะเป็นลักษณะการโทรคุยสั้นๆ แต่ก็ไม่ได้ทิ้งการสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์ โดยซิมวัยเก๋าค่าโทรเริ่มต้นวินาทีละ 1 สตางค์ ค่าเน็ต 0.25 บาท/1MB ส่วนซิมวัยโจ๋ค่าโทรนาทีแรก 99 สตางค์ ค่าเน็ต 0.50 บาท/1MB
“ตลาดผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ดี เพราะยังไม่ค่อยมีการทำตลาดสำหรับคนกลุ่มนี้มากนัก”
หากบริษัทสามารถทำตลาดต่อเนื่องและเข้าถึงลูกค้าเป้าหมาย จะส่งผลให้ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จนถึงไตรมาสแรกของปีหน้า บริษัทจะมีทิศทางรายได้และลูกค้าตามที่ได้วางแผนไว้ ซึ่งลูกค้ากลุ่มแรกที่ได้มา 70-80% ยังคงเป็นต่างจังหวัดที่เหลือเป็นลูกค้าในเขต กทม.และปริมณฑล รวมทั้งมีแผนจะเจาะกลุ่มชาวต่างชาติและประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใน กทม.ต่อไป
การแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคมในรอบปีที่ผ่านมาค่อนข้างดุเดือด แต่บริษัทไม่คิดจะใช้กลยุทธ์ขายซิมพ่วงเครื่องเพราะมีหลายค่ายใช้วิธีนี้มาก ทำให้มีผลกระทบเรื่องแบรนด์ต่อกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้สิทธิเหล่านี้ จึงเน้นไปที่ความสะดวกในการใช้บริการมากกว่าแข่งขันเรื่องการขาย







