posttoday
ธปท.ดูแลผู้บริโภคเพิ่ม รายได้ค่าธรรมเนียมแบงก์วูบ

ธปท.ดูแลผู้บริโภคเพิ่ม รายได้ค่าธรรมเนียมแบงก์วูบ

05 ตุลาคม 2559

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

พันธกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วงที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน เริ่มเห็นการให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อดูจากเป้าหมาย ธปท.ที่มุ่งเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเงินให้มีเสถียรภาพและมีพัฒนาการอย่างยั่งยืนและทั่วถึงนั้น จะมีพันธกิจหลักๆ 5 ด้าน โดย 1 ใน 5 ด้าน มีการคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงินพ่วงมาด้วย

ภาพด้านการคุ้มครองผู้บริโภคชัดเจนไปอีก เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา รณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. ออกประกาศถึงธนาคารพาณิชย์ ขอความร่วมมือให้เพิ่มปริมาณการสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตชนิดธรรมดา โดยไม่พ่วงบริการอื่นๆ อาทิ ประกันชีวิต ประกันภัย เงินฝากประจำ ฝากสะสมทรัพย์ กองทุน ฯลฯ โดยจัดให้มีบัตรเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

เนื่องจากที่ผ่านมา ธปท.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ในลักษณะถูกบังคับให้ทำบัตรประเภทที่มีบริการอื่นๆ เสริมมาต่อเนื่อง โดยพนักงานธนาคารมักอ้างว่าบัตรธรรมดาหมด ต้องรออีกนาน ถ้าจะทำบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตแบบธรรมดา ส่งผลให้ลูกค้าที่มีความจำเป็นต้องใช้บัตรต้องทำบัตรที่มีบริการอื่นเสริมแทน และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีสูงกว่าบัตรธรรมดา

และจากการสำรวจของ ธปท. พบว่าธนาคารพาณิชย์หลายแห่งสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตชนิดธรรมดาไว้ที่สาขาในปริมาณที่น้อยกว่าบัตรที่มีบริการอื่นเสริมจริง

ประกาศฉบับนี้ ธปท.ระบุว่า เพื่อให้ลูกค้าได้รับสิทธิในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ตามความจำเป็น และเป็นไปตามสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค รวมทั้งเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 จึงขอให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มปริมาณการสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตชนิดธรรมดาให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า พร้อมทั้งอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจบริการของบัตรประเภทต่างๆ อย่างถ่องแท้ เพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยหน่วยงานด้านกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และหน่วยงานตรวจสอบภายในของธนาคารพาณิชย์ต้องมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลและประเมินการปฏิบัติของพนักงานให้เป็นไปตามแนวปฏิบัตินี้ด้วย

ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตธรรมดาต่างกันพอสมควร โดยบัตรธรรมดามีค่าธรรมเนียมเฉลี่ย 300 บาท/ปี แบ่งเป็นค่าทำบัตรแรกเข้า 100 บาท และค่าธรรมเนียมรายปีอีกปีละ 200 บาท ขณะที่บัตรที่มีบริการพ่วงค่าธรรมเนียมเฉลี่ยอยู่ที่ 300-1,000 บาท/ปี แบ่งเป็นค่าแรกเข้า 100 บาท และค่าบริการรายปีที่แตกต่างกันไปตั้งแต่ 200 บาทไปจนถึง 1,000 บาท ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละธนาคารพาณิชย์

นอกจากนี้ ยังมีบางธนาคารประกาศยกเลิกการให้บริการบัตรเอทีเอ็มแล้ว เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) ธนาคารธนชาต เป็นต้น ส่วนหนึ่งเป็นการปรับตัวของธนาคารตามนโยบายของ ธปท.ที่ให้ทยอยเลิกบริการบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตแบบเดิมที่เป็นระบบแถบแม่เหล็กมาตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. 2559 ที่ผ่านมา และวันที่ 1 ม.ค. 2553 เป็นต้นไป จะยกเลิกการให้บริการทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนหันไปถือบัตรชิปการ์ดแทน

การปรับตัวดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการนโยบายส่งเสริมบริการทางการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนลดการใช้เงินสดลง ไม่ต้องการให้ประชาชนนำบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตไปกดเงินสดออกจากตู้เอทีเอ็มเพียงอย่างเดียว แต่ควรนำบัตรไปรูดชำระค่าสินค้าได้ด้วย

ด้วยเหตุนี้ธนาคารหลายแห่งจึงเลิกออกบัตรเอทีเอ็มและเน้นไปที่บัตรเดบิตที่ใช้รูดซื้อสินค้าได้แทน แต่ก็ส่งผลให้ลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่ไม่พร้อมจะเปลี่ยนพฤติกรรมเดิมที่มีความเคยชินกับการใช้บัตรเอทีเอ็มในการกดเงินสด ขณะเดียวกันการให้ข้อมูลและแนวปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งยังไม่ชัดเจนเพียงพอ

ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีประชาชนเข้ามาร้องเรียน ธปท.อย่างต่อเนื่อง เช่น การขึ้นค่าธรรมเนียมชิปการ์ด การยกเลิกบัตรเอทีเอ็มแบบธรรมดา การบังคับขายบัตรที่มีค่าธรรมเนียมสูงและพ่วงสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นโดยไม่ให้ทางเลือกกับลูกค้าในการใช้บัตรแบบธรรมดา กระทั่ง ธปท.ต้องออกประกาศดังกล่าวออกมา

อย่างไรก็ดี การออกบัตรเดบิตที่พ่วงบริการอื่นนั้นถือเป็นช่องทางให้ธนาคารส่วนใหญ่หันไปเน้นหารายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการพ่วงมากขึ้นด้วย เนื่องจากปริมาณบัตรในปัจจุบันมีจำนวนมากพอที่เป็นช่องทางหารายได้ได้ โดย ณ เดือน ก.ค.ปีนี้ บัตรเอทีเอ็มมีจำนวน 12 ล้านใบ และบัตรเดบิตมีมากถึง 48.3 ล้านใบ

ดังนั้น หาก ธปท.ให้ธนาคารเพิ่มจำนวนบัตรธรรมดาย่อมส่งผลกระทบทางอ้อมให้รายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการพ่วงต่างๆ ที่มากับบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตให้ลดลงไปด้วย โดยขณะนี้แนวโน้มรายได้ค่าธรรมเนียมบริการบัตรเอทีเอ็ม บัตรเดบิต และบริการธนาคารอิเล็กทรอนิกส์อื่นมีแนวโน้มลดลงบ้างแล้ว โดยไตรมาส 2 ปีนี้ รายได้ดังกล่าวของระบบลดลง 83 ล้านบาท หรือ 1.06% จาก 7,813 ล้านบาท ในไตรมาสแรกปีนี้เหลือ 7,730 ล้านบาท ในไตรมาส 2 สอดคล้องกับรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการอื่นๆ ที่ลดลงต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มงวดมากขึ้น และบริการของธนาคารพาณิชย์เริ่มมีบริการทางเทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) ใหม่ๆ เข้ามาแข่งขัน

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า