
แนะเพิ่มโทษกม. คอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง
นักวิชาการเกษตรฯ แนะเพิ่มโทษกฎหมายคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง ถึงขั้นแบนธุรกิจถ้าทำผิดซ้ำซาก
นักวิชาการเกษตรฯ แนะเพิ่มโทษกฎหมายคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง ถึงขั้นแบนธุรกิจถ้าทำผิดซ้ำซาก
นายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า การที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา อนุมัติร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม พ.ศ. ... และคาดว่าจะบังคับใช้ก่อนสิ้นปีนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญและช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างมาก อย่างน้อยที่สุดคือในกระบวนการก่อนการทำสัญญาจะมีฝ่ายที่ 3 คือรัฐ เป็นผู้รับทราบว่าเนื้อหาสัญญามีการตกลงกันในลักษณะใดบ้าง รวมทั้งการกำหนดให้บริษัทต้องรับซื้อสินค้าจากเกษตรกรแม้จะเกิดข้อพิพาทกัน เพราะที่ผ่านมาบริษัทมักจะขู่ไม่ซื้อผลผลิต เมื่อเกิดข้อพิพาทกับเกษตรกร เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ปัญหาที่พบในการทำคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่งปัจจุบัน คือ 1.บริษัทรับซื้อล่าช้า 2.ต้นทุนปัจจัยผลิตแพงกว่าที่ตกลงกันไว้ 3.เกษตรกรแบกรับภาระความเสี่ยงกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น ภัยธรรมชาติอยู่ฝ่ายเดียว 4.ไม่มีการตรวจเช็กคุณภาพปัจจัยการผลิต 5.บางกรณีเกษตรกรต้องวางเงินค้ำประกันในจำนวนมาก เท่ากับถูกมัดมือชกไปโดยปริยาย 6.ความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยจากการใช้สารเคมีตามที่บริษัทกำหนด
“ดังนั้น ในแนวทางสัญญามาตรฐานที่รัฐกำหนด ควรเขียนเงื่อนไขให้ชัดเจนว่า ถ้าเกิดปัญหาเหล่านี้แล้วจะทำอย่างไร เช่น หากบอกว่าอาหารสัตว์ราคา 200 บาท/ถุง แต่ถ้าวันหนึ่งไม่สามารถขายราคานี้ได้ก็ต้องเปิดช่องให้ซื้อจากแหล่งอื่นได้ หรือถ้ารับซื้อล่าช้า เกษตรกรเอาไปขายที่อื่นได้ หรือให้บริษัทรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น” นายเดชรัต กล่าว
ขณะเดียวกัน ในส่วนของบทลงโทษตามกฎหมายฉบับนี้ กล่าวได้ว่าแทบไม่มีนัยอะไร โทษปรับเช่นนี้ บางกรณีบริษัทอาจคุ้มที่จะทำผิดกติกาต่อไป ดังนั้นแทนที่จะลงโทษเป็นรายกรณีควรกำหนดบทลงโทษในลักษณะที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้มากกว่า เช่น อาจจะกำหนดว่าทำผิด 3 ครั้ง ริบใบอนุญาต เป็นต้น ซึ่งกฎหมายดังกล่าวยังสามารถปรับแก้ได้ในชั้นของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จึงควรปรับเพิ่มในหลายประเด็นให้มีความชัดเจนขึ้น
“แต่ถึงตรงนี้จะยังไม่ชัด ผมก็ถือว่าดีแล้ว อย่างน้อยถ้ามีข้อพิพาท บริษัทจะหยุดรับซื้อไม่ได้ ตรงนี้ช่วยเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง แต่โจทย์สำคัญคือในทางปฏิบัติมากกว่า ว่ารัฐจะดูแลจริงจังแค่ไหน” นายเดชรัต กล่าว







