posttoday
การบริหารพอร์ตการลงทุน ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน

การบริหารพอร์ตการลงทุน ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน

04 ตุลาคม 2559

โดย...ธัชพล กาญจนกูล

โดย...ธัชพล กาญจนกูล

สวัสดีครับแฟนคอลัมน์กระปุกเศรษฐกิจทุกท่าน เดือน ต.ค.เป็นเดือนเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ของรัฐบาล จากคอลัมน์ที่ผ่านมาผมได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับครัวเรือนท้องถิ่น การขยายสู่ความเป็นชุมชนเมืองที่น่าอยู่ และนำเสนอรูปแบบการค้าในยุคดิจิทัลบนแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซที่จะมาพลิกโฉมการค้า และบริการทางการเงินในรูปแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นการนำผลการวิจัยฯ และประสบการณ์ของผมที่คลุกคลีกับการบริหารพอร์ตการลงทุนขนาดใหญ่และจากการบริหารธนาคารออมสินมานำเสนอ เพื่อเกิดประโยชน์ต่อสังคมครับ

สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินที่น่าสนใจ และน่าเป็นห่วงเพราะตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนเป็นอย่างมาก ในฐานะบอร์ดของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ผมได้ติดตามข้อมูลตลาดการเงินทั่วโลก จึงอยากแชร์มุมมองที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการบริหารพอร์ตเงินลงทุนทั้งส่วนบุคคล กองทุนรวม หรือพอร์ตเงินลงทุนขนาดใหญ่ของสถาบัน สิ่งสำคัญจำเป็นต้องเข้าใจบริบทการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่มีความเชื่อมโยงกันเป็นอย่างมาก ยิ่งในยุคข้อมูลดิจิทัลที่สามารถสื่อสารได้รวดเร็วยิ่งเพิ่มความผันผวนของตลาดเป็นเท่าทวีคูณครับ

ถึงแม้เราจะคาดการณ์ความเสี่ยงของตลาดได้ในบางส่วน ด้วยการนำเอาเครื่องมือทางสถิติมาวัดความผันผวนของตลาดภายใต้ข้อสมมติฐานมากมายขึ้นอยู่กับพฤติกรรมความเสี่ยงที่เกิดในอดีต (Loss Distribution) แต่ปัจจุบันความซับซ้อนของตลาด ทำให้พฤติกรรมตลาดเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในลักษณะสวิงสุดโต่ง (Tail Risk) และที่สำคัญบางครั้งก็ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานของหลักทรัพย์ หรือเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่อาจเป็นเพราะกระแสเงินทุนไหลเข้าหรือออกเพื่อแสวงหากำไรอย่างรวดเร็ว (Hedge Fund) หรือเกิดการขายเพื่อหยุดขาดทุน (Stop Loss) รวมถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Robot Trade ที่มีอัลกอริทึมที่ซับซ้อนเป็นผู้ตัดสินใจซื้อขายแทนผู้ลงทุนหรือเทรดเดอร์โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเทรนที่มาแรงในปัจจุบัน เช่นตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในระหว่างเวลาเทรด หรือระหว่างวัน ทำให้เกิดการขาดทุนจำนวนมาก จากเดิมนานๆ ครั้งจึงจะเกิด แต่ปัจจุบันความถี่ของการเกิดมีมากขึ้นจนเป็นเรื่องปกติ เพราะจากเดิมราคาหลักทรัพย์จะถูกชี้นำจากความโลภและความกลัว (Greed & Fear) ของฝูงชน แต่ปัจจุบันความผันผวนได้เพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้นจากการเทรดของนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศที่สามารถเก็งกำไรข้ามตลาด (Arbitrage) ได้ เช่น ทำการ Short ในตลาดหุ้น แต่ไปเปิดสถานะซื้อ (Long) ในตลาด Future ซึ่งทำให้รายย่อยขาดทุนจำนวนมาก เป็นต้น

ดังนั้น เราจะเห็นได้จากพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยในตลาดของประเทศที่พัฒนาแล้ว หันไปลงทุนผ่านกองทุนรวม และ ETF แทน หรือแม้กระทั่งนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่เองก็จำเป็นต้องอาศัยมืออาชีพของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มาบริหารพอร์ตการลงทุนแทนบางส่วน เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง เป็นต้น

เหตุผลก็เพราะบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ทันสมัย (Investment Tools) มีนักกลยุทธ์มืออาชีพที่เชี่ยวชาญในแต่ละตลาด มีนักวิเคราะห์ชำนาญการวิเคราะห์ในแต่ละ Asset Class ที่สำคัญมีข้อมูลที่เพียงพอ ซึ่งเป็นข้อจำกัดของบุคคลธรรมดา ดังนั้นการบริหารพอร์ตการลงทุนขนาดใหญ่จำเป็นต้องคำนึงถึงความสูญเสียที่เราคาดไม่ถึงหรือวัดไม่ได้ข้างต้นเป้าหมายผลตอบแทนรวมจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะส่วนต่างราคาหรือเงินปันผลเท่านั้น เพราะผลตอบแทนที่ยั่งยืนส่วนใหญ่จะเกิดจากกลยุทธ์การจัดสรรเงินลงทุน ภายใต้นโยบายการลงทุนที่รอบคอบรัดกุมที่สำคัญมีความยืดหยุ่นสูง ขณะเดียวกันกลยุทธ์ด้านเทคนิค และกลยุทธ์การเลือกหุ้นหรือการวิเคราะห์มูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะเป็นเกราะป้องกันความสูญเสียของเงินลงทุนในอนาคต

เทรนด์การลงทุนของกองทุนใหญ่ๆ ก็จะมุ่งเน้นไปในทิศทางเดียวกับการพัฒนาประเทศ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางการขนส่ง ศูนย์กลางทางด้านสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ของเศรษฐกิจโลก เป็นต้น ดังนั้นเราจะเห็นพัฒนาการของพอร์ตเงินลงทุนของกองทุนใหญ่ๆ ที่ไม่ใช่กองทุนเพื่อเก็งกำไร จะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนใน Real Asset มากขึ้น เช่น การสร้างอาคารสำนักงานที่ทันสมัยให้เช่า การร่วมลงทุนในการสร้างนิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นต้น ซึ่งผมเห็นว่าในภาวะเศรษฐกิจที่ขาดความเชื่อมั่นของนักลงทุน การจุดกระแสด้วยการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่จะทำให้เกิด Big Impact ต่อเศรษฐกิจภาพรวมเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุน การสร้างงานสร้างอาชีพ และที่สำคัญจะทำให้ Supplier ที่เป็น SMEs ต่างๆ มียอดขายเพิ่มขึ้น

และถือเป็นโอกาสอันดีที่จะลดภาระเงินงบประมาณแผ่นดิน ด้วยการระดมทุนจากกองทุนใหญ่ๆ ทั่วโลกมาลงทุนในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้เกิด Big Impact ต่อเศรษฐกิจได้ดี ผมว่าโครงการที่สามารถเร่งดำเนินการ เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่รถไฟบริเวณ กม.11 บริเวณบึงมักกะสัน หรือที่ดินบริเวณดินแดง ซึ่งหากดำเนินการในรูปแบบของประชารัฐได้จะสามารถจุดพลุกระแสการลงทุนและผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ต่อเนื่อง ที่สำคัญก็เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่เดิมให้ดีขึ้นด้วยครับ...

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน