
ชงบอร์ดป.ป.ท.ตั้งอนุกก.ไต่สวนจนท.เอี่ยวทุจริตจำนำข้าว
เลขาฯศอตช.เสนอบอร์ดป.ป.ท.ตั้งคณะอนุกก.ไต่สวนเจ้าหน้าที่เอี่ยวทุจริตจำนำข้าวในพื้นที่ 33จังหวัด เหนือ-กลาง-อีสาน จำนวน 853 ชุด คาด 6 เดือนแล้วเสร็จ
เลขาฯศอตช.เสนอบอร์ดป.ป.ท.ตั้งคณะอนุกก.ไต่สวนเจ้าหน้าที่เอี่ยวทุจริตจำนำข้าวในพื้นที่ 33จังหวัด เหนือ-กลาง-อีสาน จำนวน 853 ชุด คาด 6 เดือนแล้วเสร็จ
นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีครม.มีมติให้ศอตช.รับผิดชอบตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวเพื่อรับผิดทางละเมิดว่า ในสัปดาห์นี้ตนจะเสนอคณะกรรมการป.ป.ท.เพื่อตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีที่เจ้าหน้าที่ขององค์การตลาดเพื่อการเกษตร(อ.ต.ก.) องค์การคลังสินค้า(อ.ค.ส.)และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)เข้าไปเกี่ยวข้องรวม 853 สำนวน หากคณะกรรมการป.ป.ท.มีมติเห็นว่าให้มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงก็จะเป็นต้องตั้งอนุกรรมการเป็นรายคดี จำนวน 853 ชุด ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้
ทั้งนี้การตั้งอนุกรรมการไต่สวนให้อยู่ในดุลยพินิจของกรรมการป.ป.ท. โดยอนุกรรมการไต่สวนต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน เพราะยังมีคดีสำคัญอื่นที่ค้างการตรวจสอบอีกจำนวนมาก สำหรับข้อกังวลเรื่องการแยกการไต่สวนจะส่งผลให้การทำงานล่าช้า ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวมีข้อมูลอยู่แล้วสามารถดำเนินการและประสานข้อมูลร่วมกันได้
"ข้อมูลที่มีอยู่เป็นชุดเดียวกับเรื่องการทุจริตจำนำข้าว แต่ในส่วนที่ป.ป.ท.รับผิดชอบจะพิจารณาความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ ซึ่งพบว่ามีจำนวนมาก"เลขาฯศอตช.กล่าว
นายประยงค์ กล่าวว่า การทุจริตคดีจำนำข้าวสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เน้นการตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบายที่ส่งผลเสียหายมหาศาลของประเทศ แต่ป.ป.ท.และศอตช.จะตรวจสอบในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชน และผู้ตรวจสอบข้าวในคลังสินค้า หรือเซอร์เวย์เยอร์ ขณะนี้ข้อมูลพบมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการดังกล่าวจำนวน 33 จังหวัด ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ เบื้องต้นจะระดมเจ้าหน้าที่ป.ป.ท.ภาคมาช่วยตรวจสอบหลักฐานและเอกสาร ส่วนการขอความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง โดยหลังจากนี้พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม จะกำหนดการเรียกประชุมอีกครั้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างรอมติจากครม.ส่งเข้ามายังกระทรวงยุติธรรม







