
เลือกกอง LTF อย่างไร
โดย...ดร.ศุภกร สุนทรกิจ
โดย...ดร.ศุภกร สุนทรกิจ
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกๆ ท่าน ตอนนี้ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีแล้ว ผมหวังว่าปีนี้พอร์ตการลงทุนของท่านคงได้รับผลตอบแทนที่ดีตามที่ได้วางแผนเอาไว้ และผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงได้เริ่มวางแผนการลงทุน และได้เริ่มลงทุนตามแผนที่ได้วางเอาไว้แล้ว และแน่นอนครับ ช่วงไตรมาสสุดท้ายมักจะต้องได้ยินถึงการลงทุนในกองทุนประเภท LTF/RMF เพื่อการเกษียณและเพื่อประโยชน์ทางภาษี โดยเฉพาะในปีนี้เป็นปีแรกที่การลงทุนใน LTF นั้นต้องถือครองเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 ปีปฏิทิน วันนี้ผมเลยนำแนวคิดเรื่องการลงทุนใน LTF มาฝากกัน เพื่อรับกับช่วงเวลาและเกณฑ์การลงทุนที่เปลี่ยนไป
เริ่มต้นที่นโยบายของกองทุน LTF นั้น ท่านผู้อ่านคงทราบว่าเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นของไทยเป็นหลัก ซึ่งการตัดสินใจลงทุนในกองทุนใดนั้น ท่านผู้อ่านคงต้องระวังในเรื่องความเสี่ยงจากการลงทุนเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่จะเป็นไปตามภาวะตลาดหุ้น ข้อสองก็คือ เรื่องของผลการดำเนินงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะขึ้นกับนโยบายและผลงานของผู้จัดการกองทุนเป็นหลัก แม้ว่าผลการดำเนินงานในอดีตอาจไม่สามารถบอกถึงผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ทั้งหมดก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นตัวสถิติที่ใช้ประกอบการตัดสินใจที่ดีตัวหนึ่ง
นอกจากสองปัจจัยดังกล่าวแล้ว กองทุน LTF แต่ละกองนั้นอาจมีนโยบายที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านผู้อ่านควรรู้และใช้เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญก่อนตัดสินใจลงทุน ในเรื่องนโยบายนั้นผมจะพยายามสรุปเป็นข้อใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้
1.เน้นเกาะดัชนี กองทุนประเภทนี้ไม่เน้นการบริหารจัดการแบบเชิงรุก แต่จะเน้นแค่การเกาะการเคลื่อนไหวตามดัชนีที่อ้างอิง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะอิงกับดัชนี SET50 เป็นหลัก ผู้ลงทุนที่ตัดสินใจลงทุนในนโยบายนี้ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องผลการดำเนินงานของผู้จัดการกองทุนว่าชนะหรือแพ้ตลาด
2.เน้นการบริหารเชิงรุก กองประเภทนี้จะเป็นส่วนใหญ่ในตลาด โดยมักจะเน้นการบริหารเพื่อเอาชนะตลาดหรือดัชนีอ้างอิง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผู้จัดการกองทุนจะทำได้ตามตั้งใจเสมอไปหรือทุกๆ ช่วงเวลา
3.เน้นการลงทุนในหุ้นตามขนาดหรือมาร์เก็ตแคป เช่น หุ้นขนาดใหญ่ที่ดังๆ เช่น กองจัมโบ้ 25 เป็นต้น หรือระยะหลังๆ จะเริ่มเห็นการลงทุนที่เน้นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งบางช่วงจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่า
4.เน้นลงทุนในหุ้นที่จ่ายปันผลสูง ซึ่งกองทุนประเภทนี้จะเน้นการคัดเลือกหุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ค่อนข้างสูงเป็นหลัก นักลงทุนหลายคนชอบกองทุนประเภทนี้ เนื่องจากถือว่าการลงทุนใน LTF เป็นการลงทุนระยะยาว ดังนั้นลงทุนในหุ้นที่ปันผลสูงก็น่าจะมีพื้นฐานที่ดีในระดับหนึ่ง หรือแม้ว่าตลาดจะผันผวน แต่หุ้นที่กองทุนถืออยู่อย่างน้อยก็จะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผล
5.กองทุนประเภท 70/30 กองทุนประเภทนี้มักออกมาดักนักลงทุนที่อาจมีความกังวลต่อภาวะตลาดหุ้นในอนาคต ดังนั้นกองทุนจึงนำเงินเพียงร้อยละ 70 มาลงทุนในตลาดหุ้น ส่วนอีก 30 จะนำไปลงทุนในหลักทรัพย์อื่นๆ ที่นิยม คือ
1) หุ้นในต่างประเทศ แบบนี้จะเน้นการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนเป็นหลัก แต่กองทุนยังมีความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นถึงแม้จะอยู่ในต่างประเทศก็ตาม
2) ตราสารหนี้ เน้นที่การกระจายความเสี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นให้เหลือเพียงร้อยละ 70
6.เน้นลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ นโยบายหลัก คือ คัดเลือกหุ้นที่มีความผันผวนต่ำกว่าตลาด หรือมีค่าเบต้าที่ต่ำ ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนที่ค่อนข้างกังวลในความผันผวนของตลาดในอนาคต
ครับ จะเห็นว่าแม้จะมีชื่อว่าเป็นกองทุน LTF เหมือนกัน แต่นโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันจะทำให้ผลการดำเนินงาน (ทั้งในอดีตและอนาคต) มีความแตกต่างกันได้ เช่น ถ้าปีไหนตลาดหุ้นขึ้นแรงๆ กองทุนประเภท 70/30 หรือประเภทความผันผวนต่ำมักให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดดังนั้นหากเราพิจารณาแต่เพียงผลการดำเนินงานในอดีตมาเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว อาจทำให้การตัดสินใจไม่ครบถ้วนได้ ดังนั้น ท่านผู้อ่านควรพิจารณาถึงนโยบายการลงทุนเพื่อประกอบจะทำให้สามารถตัดสินใจได้รอบคอบขึ้น
ท้ายสุดนี้ ผมก็ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านที่รักทุกๆ ท่านมีความสุขและโชคดีในการลงทุนครับ
ผู้ลงทุนโปรด “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวก่อนการตัดสินใจลงทุน”







