
ซินเนอร์เจติค ออโต้ฯสยายปีก ผนึกพันธมิตรต่อยอดธุรกิจรถเช่า
โดย...สไปรท์
โดย...สไปรท์
ถือเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ (ดีลเลอร์) อีกรายที่ต่อยอดมาทำธุรกิจให้บริการรถเช่าอย่าง บริษัท ซินเนอร์ เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จนก้าวล่วงสู่ปีที่ 11 จากจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจรถเช่า เพื่อต่อยอดธุรกิจดีลเลอร์ให้ขยายตัวจนสามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
ทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ เปิดเผยทิศทางของธุรกิจรถเช่าว่ากลุ่มองค์กรธุรกิจในปัจจุบันเน้นการเช่ารถยนต์แทนการซื้อรถยนต์เพื่อการบริหารค่าใช้จ่าย โดยส่วนใหญ่บริษัทเอกชนและภาครัฐในไทย จะใช้แบรนด์โตโยต้ากว่า 90% ในขณะที่บริษัทเป็นดีลเลอร์อันดับ 1 ใน 3 ของโตโยต้า ในชื่อโตโยต้า แอท ยูไนเด็ด
ทั้งนี้ ย้อนหลังไป 3 ปี ในปี 2557 บริษัทมีผลประกอบการอยู่ที่ 700-800 ล้านบาท ส่วนปี 2558 ที่ผ่านมา ผลประกอบการขยับมาอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,500 ล้านบาท ในปี 2559 จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้องค์กรต่างๆ ปรับเปลี่ยนวีธีการมาใช้รถเช่าแทนการซื้อ
“องค์กรปรับเปลี่ยนแนวคิดหันมาใช้รถเช่าแทน เนื่องจากไม่ต้องเสียการลงทุนก้อนแรกและยังมีรถเปลี่ยนหมุนเวียนในกรณีต้องเอารถเข้ารับบริการอีกด้วย รวมถึงสามารถกำหนดค่าใช้จ่ายแบบตายตัวและไม่มีค่าบำรุงรักษาอีกด้วย ซึ่งในอนาคตอันใกล้เชื่อว่าหน่วยงานราชการและเอกชนจะเปลี่ยนมาใช้รถเช่าทั้งหมด 100%” ทรงวิทย์ ประเมินสถานการณ์
ทั้งนี้ ในอีก 3 ปีนับจากนี้ ธุรกิจรถเช่าระยะยาวจะยิ่งเติบโตมากขึ้น ขณะที่รถเช่าระยะสั้นที่มีการเติบโตอิงกับภาคการท่องเที่ยว ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นอีก 100% ภายใน 5 ปี โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเองโดยไม่ใช้บริษัททัวร์นำเที่ยว รวมถึงนักท่องเที่ยวในไทยที่เดินทางด้วยสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์ส) จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตในระดับ 2 หลักใน 3 ปีจากนี้
ทรงวิทย์ กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าวบริษัทจึงมีแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อระดมทุนตามแผนการขยายเครือข่ายให้บริการรถเช่าตามหัวเมืองท่องเที่ยว โดยร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจขยายสาขาในรูปแบบ “ออโต้ คอมมูนิตี้” ที่จะประกอบไปด้วย ธุรกิจจำหน่ายรถยนต์มือสอง ธุรกิจให้บริการหลังการขาย ธุรกิจรถเช่า และอยู่ระหว่างการเจรจากับสถาบันการเงินและร้านอาหารต่างๆ มารวมไว้ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนมูลค่า 40-50 ล้านบาท/แห่ง
คาดว่าพื้นที่ที่จะลงทุนจะอยู่ที่หัวหิน พัทยา หนองคาย รวมถึงเมืองที่ยังไม่มีสนามบิน และในอนาคตมีแผนจะขยายไปยังกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนามอีกด้วย
สำหรับปัจจุบันบริษัทมีรถยนต์เช่าจำนวน 7,250 คัน แบ่งเป็น รถเช่าระยะยาว 7,000 คัน และรถเช่าระยะสั้น 250 คัน โดยมีแผนลงทุนเพิ่มภายในสิ้นปีนี้มูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มจำนวนรถเช่าระยะยาวให้เป็น 8,500 คัน รถเช่าระยะสั้นให้เป็น 500 คัน รองรับการเติบโตที่เพิ่มขึ้น
สำหรับการแข่งขันของรถเช่าระยะสั้นจะมีการแข่งขันที่รุนแรงในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว หรือโลว์ซีซั่นที่มีระยะเวลานาน 8 เดือน ขณะที่ช่วงฤดูการท่องเที่ยว หรือไฮซีซั่น ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่ต้องทำโปรโมชั่นแต่มีระยะเวลาเพียง 4 เดือน ดังนั้นภาพที่ผู้บริโภคติดตาคือ อำนาจการต่อรองอยู่ในมือผู้บริโภคโดยรถเช่าจะต้องมีราคาถูกอยู่เสมอ
ส่วนกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัทใช้ความคล่องตัวทางธุรกิจที่สามารถปรับเปลี่ยนจากรถเช่าระยะยาวมาซัพพอร์ตรถเช่าระยะสั้นในช่วงไฮซีซั่นได้ ทำให้มีปริมาณรถเช่าเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในช่วงฤดูท่องเที่ยว
ด้านภาพรวมตลาดรถเช่าในไทยในปีนี้ คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น รถเช่าระยะยาว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นจากปีก่อน 10% ส่วน รถเช่าระยะสั้นอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท ไม่เติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน จากปัจจัยสภาพเศรษฐกิจมีผลทางด้านจิตวิทยาให้การเดินทางท่องเที่ยวลดลง แม้ว่ารัฐบาลจะมีการกระตุ้นให้มีการท่องเที่ยวและเกิดการใช้จ่ายก็ตาม แต่คาดว่าจะทยอยดีขึ้นตามลำดับ
ขณะที่ธุรกิจดีลเลอร์ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่มีผลกระทบจากโครงการคืนภาษีรถคันแรก ส่งผลให้ธุรกิจการขายรถยนต์ใหม่อยู่ในช่วงถดถอย โดยในช่วงปี 2558 ตลาดติดลบประมาณ 30% เมื่อเทียบกับปี 2557 ขณะปี 2557 เทียบกับปี 2556 ติดลบประมาณ 15%
ในสถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้ การปรับตัวมองหาโอกาสสร้างการเติบโตต่อยอดบนพื้นฐานธุรกิจเดิม และลงทุนแตกไลน์ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ถือเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นช่องทางการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้







