
ไทยยกที่ประชุมเอซีดี เสริมบทบาทเอเชียในเวทีโลก
รัฐบาลไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่ 2 (2nd ACD Summit) วันที่ 8-10 ต.ค.ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย มองว่าเป็นโอกาสในการผลักดันบทบาทด้านเศรษฐกิจของเอเชีย ในภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว
รัฐบาลไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่ 2 (2nd ACD Summit) วันที่ 8-10 ต.ค.ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย มองว่าเป็นโอกาสในการผลักดันบทบาทด้านเศรษฐกิจของเอเชีย ในภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว
ชุตินทร คงศักดิ์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue : ACD) ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม เอซีดี ซัมมิต ครั้งที่ 2 ในวันที่ 8-10 ต.ค.นี้ว่า ถือเป็นงานใหญ่ระดับชาติ และถือเป็นการซ้อมจัดงานใหญ่ก่อนที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปก ปี 2022
ทั้งนี้ ไทยเป็นผู้ริเริ่มตั้งกรอบความร่วมเอซีดีขึ้นมา จากแนวคิดจัดสร้างความร่วมมือภูมิภาค โดยมีหลักการ คือ การเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีผูกมัด เพื่อสร้างบรรยากาศของความไว้เนื้อเชื่อใจ โดยเอซีดีเป็นกรอบที่มีความหลากหลายและศักยภาพของประเทศที่เข้าร่วมแตกต่างกันมากที่สุด ตั้งแต่ประเทศที่เน้นพลังงาน เกษตรกรรม ไปจนถึงอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ เอซีดี ยังเป็นเวทีเสริมช่องทางการทูตสองฝ่ายระหว่างแต่ละประเทศเพิ่มขึ้นจากเดิม อีกทั้งยังเป็นกรอบความร่วมมือที่เป็นถาวร มีการหารือร่วมกันเป็นระยะ ขณะเดียวกันก็เป็นกรอบที่ไม่นำเรื่องการเมืองและประเด็นละเอียดอ่อนเข้ามา ซึ่งทำให้การเจรจาเศรษฐกิจราบรื่นขึ้น
กรอบความร่วมมือเอซีดี ประกอบด้วยส่วนสำคัญที่สุด 6 ด้าน ซึ่งแต่ละประเทศจะอาสาเข้ามาเป็นผู้ขับเคลื่อนเพื่อตั้งคณะทำงานและเสนอแผนพัฒนา 5 ปี โดยประเทศไทยรับอาสาเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในขาที่ 6 หรือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีส่วนร่วม โดยได้เสนอแนวทางการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ซัมมิตครั้งนี้ยังเป็นโอกาสผลักดันบทบาทด้านเศรษฐกิจของเอเชีย ในภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว เพื่อตอบรับข้อเรียกร้องในการประชุมกลุ่ม 20 (จี20) ให้เอเชียเข้ามามีบทบาทระดับโลกเพิ่มมากขึ้น
“มันถึงเวลาของเอเชียแล้ว เพราะเอเชียแทบจะเป็นภูมิภาคเดียวที่ขยายตัวได้ในภาวะนี้ ปัญหาคือจะเริ่มรวมตัวกันได้ไหม เพราะเอเชียมีความแตกต่างมาก ตั้งแต่ญี่ปุ่นถึงตุรกี การรวมตัวจึงไม่ง่าย” ชุตินทร ระบุ
บทบาทของไทยในฐานะเจ้าภาพ
ที่ผ่านมา ประเทศนอกกลุ่มเริ่มมองว่า บทบาทของไทยและอาเซียนในเอซีดีเริ่มแผ่วลง การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จึงกลายเป็นที่จับตามองของโลกว่า ไทยในฐานะผู้ก่อตั้งยังมีพันธะผูกพันกับเอซีดีหรือไม่
ขณะที่ประเทศตะวันออกกลางและจีนกลับมีบทบาทมากขึ้น โดยประเทศตะวันออกกลางเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับรัฐมนตรีหลายครั้งที่ผ่านมา ส่วนจีนก็ใช้กรอบความร่วมมือนี้เป็นกลไกสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (โอบีโออาร์) ด้วย
ขณะที่ประเทศตะวันออกกลางได้มีบทบาทในเอซีดีอย่างมาก โดยมองเอซีดีเป็นกลไกเข้ามาปฏิสัมพันธ์กับอาเซียนและเอเชียตะวันออก
“เวทีเอซีดีอาจเป็นช่องทางสำคัญมากกับอิหร่านในสมัยถูกคว่ำบาตร ทำให้อิหร่านสนใจเพิ่มบทบาทและได้เสนอเป็นเจ้าภาพ ปี 2018 แต่ตอนนี้มันดีสำหรับไทยเพราะเรามีเวทีนี้เพิ่มโอกาส ตอนนี้เราก็อยากขยายการทำธุรกิจเข้าไปอิหร่านอย่างมากหลังเปิดประเทศ” ชุตินทร ระบุ
เปิดเวทีดึงภาคธุรกิจร่วมพัฒนา
การประชุมซัมมิตครั้งนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่มีการนำภาคธุรกิจเข้ามาร่วม โดยมีการจัดเวที ACD Connect Business Forum 2016 ซึ่งมีคนดังในภาคธุรกิจ เช่น แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบาและที่ปรึกษาด้านไอซีทีให้รัฐบาลอินโดนีเซียในปัจจุบันเข้าร่วมด้วย โดยแจ็ค หม่า จะหารือกับหน่วยงานด้านไอซีทีของไทย เพื่อหาช่องทางเพิ่มความร่วมมือกับทางการไทย
ในเวทีดังกล่าว จะมีการเจรจาเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) และกลุ่มธุรกิจจะเสนอรายงานต่อผู้นำประเทศสมาชิกในวันที่ 10 ก.ย.
นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่หาแหล่งเงินทุนเพื่อโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานจากภาคเอกชนและประชารัฐ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโลกและประเทศตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในปี 2030 ของยูเอ็น (เอสดีจี)
อย่างไรก็ดี เพื่อให้เกิดความมุ่งมั่นในการสร้างเป้าหมายร่วมกัน ก็ยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะแม้ทุกฝ่ายจะมองเห็นศักยภาพของเอซีดี แต่ปลายทางยังไม่เห็นเพราะยังอยู่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ยังเสริมว่า ประชาชนจะได้ประโยชน์จากการขยายขนาดทางเศรษฐกิจ ผ่านกรอบความร่วมมือที่ส่งเสริมการค้า การลงทุน เช่นเดียวกับการทำข้อตกลงค้าเสรี เอเปก สนับสนุนภาคธุรกิจที่จะนำไปสู่การกระจายความเชื่อมโยง และแบ่งปันความมั่งคั่งไปสู่ทุกส่วน
กระทรวงต่างประเทศเปิดเผยว่า จะมีผู้นำและผู้แทนประเทศสมาชิกทั้ง 35 ประเทศ รวมทั้งภาคธุรกิจ ทั้ง ก.ล.ต. ธุรกิจต่างชาติ มีผู้แทนธุรกิจไทยราว 500 ราย รวมถึงจะมีผู้แทนจาก AIIB มาร่วมด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงต่างประเทศ มองว่า การประชุมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำหรับการจัดแสดง สินค้าโอท็อป พรีเมียม มีการจัดแสดงนิทรรศการเศรษฐกิจพอเพียง ไปจนถึงการจัดแสดงจิวเวลรี่ของกลุ่มภริยาทูตในพื้นที่ที่จัดงานในกระทรวงต่างประเทศอีกด้วย
ทั้งนี้ เอซีดีถือเป็นบ้านของประชากร 60% ของโลก และมีจีดีพีเป็น 35% ของโลก ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 5% นอกจากนี้คาดการณ์ว่า มากกว่า 50% ของชนชั้นกลางจะอยู่ในเอซีดี ในปี 2030







