posttoday
ไขปริศนา...ทำไม? ลงทุนกับกองทุนต่างประเทศ แล้วไม่ได้กำไร (ตอนที่ 2)

ไขปริศนา...ทำไม? ลงทุนกับกองทุนต่างประเทศ แล้วไม่ได้กำไร (ตอนที่ 2)

30 กันยายน 2559

สวัสดีครับ นักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน มาพบกับผม หมอนัท เป็นประจำทุกเดือนในคอลัมน์ Fund Clinic แห่งนี้ครับ คราวนี้เรามาต่อกันจากตอนที่แล้วครับว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ลงทุนกับกองทุนต่างประเทศแล้วจึงไม่ได้กำไรกันอย่างที่คิดไว้

สวัสดีครับ นักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน มาพบกับผม หมอนัท เป็นประจำทุกเดือนในคอลัมน์ Fund Clinic แห่งนี้ครับ คราวนี้เรามาต่อกันจากตอนที่แล้วครับว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ลงทุนกับกองทุนต่างประเทศแล้วจึงไม่ได้กำไรกันอย่างที่คิดไว้

ข้อที่ 4...คนส่วนใหญ่จะ “คาดหวังสูง” เพราะมักจะคาดหวังว่าเมื่อเราเลือกที่จะลงทุนกับกองทุนต่างประเทศแล้ว “ผลตอบแทนนั้นจะต้องดีกว่า” ในประเทศไทย ซึ่งผมต้องบอกว่าอย่าเข้าใจแบบนั้นนะครับ ตลาดหุ้นไทยนั้นถือว่าเป็น “ตลาดหุ้นที่มีเสน่ห์” พอสมควร เนื่องจากว่าผลตอบแทนระยะยาวของไทยเราที่ถือว่าเป็นประเทศตลาดกำลังพัฒนา หรือว่า Emerging Market นั้นถือว่าดีกว่าหลายประเทศทั่วโลกเลยครับ โดยเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีนั้น จะอยู่ที่ประมาณ 10-12%  ต่อปี แต่ว่าประเทศที่พัฒนาแล้วหลายๆ ที่ ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐ ผลตอบแทนเฉลี่ยของหุ้นจะอยู่ที่ประมาณ 8-10% ต่อปีเท่านั้นเอง จึงไม่แปลกที่จะได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าที่คาด เพราะเราคิดไปเองว่าจะได้ผลตอบแทนที่สูงมากกว่าการลงทุนในประเทศ

ดังนั้น ถ้าหากเราไม่ได้ลงทุนถูกจังหวะในภาวะที่ประเทศนั้นเพิ่งฟื้นจากวิกฤตเศรษฐกิจแล้วละก็ เราจะพบว่าการลงทุนในภาวะปกติกับตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว ผลตอบแทนที่ได้จะไม่ได้สูงมากเท่าไหร่นักครับ แต่การลงทุนในกองทุน FIF แบบนี้ จะเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงมากกว่าเพิ่มผลตอบแทน เช่น ถ้าประเทศเราเกิดวิกฤตทางการเมือง หรือวิกฤตที่เกิดจากภายในประเทศแล้วไม่ได้ลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจไปถึงภูมิภาคอื่นๆ ด้วย ก็จะทำให้เรายังมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจากการลงทุนในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วนั่นเองครับ

ข้อที่ 5 คือ “แห่ตามกัน” ไปซื้อกองทุนออกใหม่ ก่อนอื่นเลยเราต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ของใหม่ อาจจะไม่ใช่ “ของดี” เนื่องจากว่าการจะออกกองทุนได้แต่ละครั้ง ต้องอาศัยเวลาพอสมควรในการยื่นจดทะเบียนกับทาง ก.ล.ต. ดังนั้น มุมมองของการลงทุนในบางประเทศที่ทาง บลจ. ผู้ออกกองทุนแต่ละที่นั้นอาจจะคลาดเคลื่อนหรือเปลี่ยนไปแล้ว

เช่น ทางทีมวิเคราะห์ของแต่ละ บลจ.อาจจะคิดว่าประเทศญี่ปุ่นน่าสนใจในการลงทุน เลยไปหากองทุนญี่ปุ่นมาให้กับนักลงทุน และพอจดทะเบียนเสร็จ กว่าจะนำมาออกขายให้กับนักลงทุนในไทยก็อาจจะเกิดความล่าช้า จนทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป การลงทุนในญี่ปุ่นอาจจะไม่ใช่จังหวะที่ดีในการลงทุนก็ได้ เช่น ราคาหุ้นขึ้นมาสูงมากเกินไปในช่วงเวลาที่ออกกองทุนพอดี แต่ถึงกระนั้นคนเราก็ยังแห่ตามกันไปลงทุน เนื่องจากคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นอาจจะดี แต่ว่าตอนที่ซื้อนั้นราคาอาจจะแพงเกินไป ทำให้การลงทุนระยะสั้นมีความผันผวนมาก นักลงทุนเองก็อาจจะต้องใช้เวลานานมากขึ้นในการถือกองทุนนั้น กว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีหรือได้ผลตอบแทนที่คาดหวังไว้นั่นเองครับ แต่ในกรณีที่สถานการณ์ของประเทศนั้นมีความไม่แน่นอนสูง อาจจะเกิดการขาดทุนไปเรื่อยๆ ก็ได้ ดังนั้นอาจจะต้องมีการตัดขาดทุนหากจำเป็นอีกด้วย ดังนั้นจะกลับไปที่ข้อที่ 1 (ของตอนที่แล้ว) คือเรารู้จักประเทศที่เราจะไปลงทุนดีแล้วหรือยัง

ข้อที่ 6 หรือข้อสุดท้ายคือ มีกองทุนมากเกินไป เวลาลงทุนกับกองทุน FIF แล้ว คนเรามักจะเกิดอาการรักพี่เสียดายน้องเกิดขึ้นครับ เนื่องจากว่าอยากได้ประเทศดีๆ ที่มีการเติบโต ใครแนะนำอะไรก็ซื้อหมด ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ยุโรป จีน อินเดีย สหรัฐ ฯลฯ เอาเป็นว่ามีครบทุกภูมิภาค แต่ก็ยังไม่พอใจ ซื้อกองทุนกลุ่มประเทศเดียวกัน แต่กระจายไปหลายๆ บลจ.ด้วยซะเลย เอาเป็นว่าไม่พลาดแน่ๆ ใครว่าที่ไหนดี ซื้อหมด

ซึ่งผมคงต้องบอกว่า การทำแบบนี้จะทำให้เราได้ผลตอบแทนไม่สูงมากนัก และผลตอบแทนที่ได้จะเป็นการเลียบแบบ การลงทุนแบบดัชนี หรือ Passive Investment แต่เป็นการลงทุนในดัชนีของหุ้นทั่วโลกครับ คือมีทุกประเทศ ทุกภูมิภาค ข้อเสียคือ ได้ผลตอบแทนตามการเติบโตของตลาดหุ้นทั่วโลกนั่นเอง ทำให้เราไม่สามารถจะหาผลตอบแทนได้สูงๆ หรือน้อยกว่าการทุ่มลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง สรุปคือกระจายการลงทุนมากเกินไปนั่นเอง แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดี ข้อดีของการซื้อกองทุนเยอะๆ แบบนี้ นั่นก็คือความเสี่ยงก็จะลดลงไปด้วยครับ เช่น ประเทศสหรัฐ ตลาดหุ้นเป็นขาลง แต่ไทยเรากำลังเป็นขาขึ้น ดังนั้นเราก็อาจจะไม่ขาดทุนก็เป็นไปได้

แต่ว่าแทนที่เราจะไปลงทุนกระจายเอง ถ้าอยากจะซื้อสินทรัพย์ทั่วโลกหรือหุ้นทั่วโลก ผมแนะนำว่าให้หากองทุนที่ไปลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก หรือหุ้นทั่วโลกเลยน่าจะดีกว่า ไม่ต้องไปซื้อหลายๆ ที่ เสียทั้งเวลา มีความวุ่นวายในการจัดการ บางครั้งก็อาจจะเสียค่าธรรมเนียมมากขึ้นไปด้วยครับ

เห็นไหมครับว่า การลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศนั้นไม่ได้ง่าย เหมือนที่ใครหลายคนเข้าใจ นอกจากจะต้องเข้าใจแต่ละประเทศแล้ว ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะต้องคำนึงถึง ดังนั้นครั้งถัดไปใครจะลงทุนในกองทุน FIF ก็อาจจะต้องพิจารณาให้มากขึ้นนะครับ วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท