
'จิระพงษ์ สันติภิรมย์กุล' เลือกเป็นนักลงทุนที่ไม่เสี่ยง
จิระพงษ์ สันติภิรมย์กุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) อายุ 54 ปี
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
จิระพงษ์ สันติภิรมย์กุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) อายุ 54 ปี ในฐานะที่ตลอดชีวิตดูแลเรื่องการเงินมา มีทั้งอยู่ในบทบาทที่อยู่ที่ได้รับการข้อมูลที่จะเอื้ออำนวยความสะดวกในการเข้าลงทุนจากที่เจ้าหน้าที่ทางธนาคารได้แนะนำมา และทั้งในบทบาทที่เห็นว่าเรื่องสภาพคล่องเป็นประเด็นสำคัญต่อการบริหารเงิน จะทำอย่างไรให้เกิดความเสี่ยงในเรื่องเงินทองได้ ดังนั้นผู้ชายคนนี้จึงให้นิยามตัวเองว่าเป็น “นักลงทุนที่ไม่เสี่ยง”
แม้จุดเริ่มต้นการลงทุนของเขาจะหวือหวาด้วยการร่วมทุนกับเพื่อนที่คณะบัญชี สาขาต้นทุน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในการไปซื้อหุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ส่วนใหญ่ได้มาก็จะขายทำกำไรเลย จำได้ตัวแรกคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) หลังจากนั้นก็มีเดือนหนึ่งก็เขาลงทุนหุ้นและขายทำกำไรออกกันครั้งหนึ่ง
แต่เมื่อเข้าสู่โลกของการทำงานได้เห็นความสำคัญของการมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่บริษัทมีไว้ให้ และทำให้รู้ว่าหากเรามีการแบ่งการออมเหมือนการบังคับโดยกลายๆ ถือเป็นการฝึกวินัยการใช้เงินและอดออมแบบสม่ำเสมอ จนเริ่มไปฝากเงินรูปแบบที่มีการกำหนดอัตราผลตอบแทนคงที่แบบสะสมทรัพย์กับธนาคารโดยจะหักเงินทุกเดือน ทุกไตรมาส เก็บเล็กผสมน้อยครั้งละ 500-1,000 บาท โดยเมื่อครบรอบ 2 ปี ก็ถือว่าได้อัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะสมัยก่อนดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง
จนมีโอกาสเปิดพอร์ตหุ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อบริษัทให้ใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น (วอร์แรนต์) แก่พนักงานและพอมีซื้อกิจการ (เทกโอเวอร์) บริษัทมีการตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้น (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) จึงตัดสินใจขายออกไปทั้งหมดเพราะราคาที่รับซื้อก็สูงกว่าราคาในตลาด และก็เป็นหุ้นที่ได้มาโดยไม่มีต้นทุนอะไร ได้กำไรอยู่แล้ว ดังนั้นจึงตัดสินใจนำเงินที่ได้ส่วนหนึ่งมาเปิดพอร์ตลงทุนหุ้นและไปซื้อที่ดิน
แรกๆ จะเป็นการลงทุนร่วมกับภรรยา ซึ่งการเล่นหุ้นคือต้องไปนั่งเล่นดูหน้าจอเลย แต่สำหรับเขาเมื่อเข้าซื้อแล้วก็จบเรื่องไป เมื่อก่อนพอร์ตรวมกันเขาจะเน้นเทรดดิ้งหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานหรือหุ้นขนาดใหญ่ (บลูชิป) เพราะมีความคุ้นเคยในเรื่องของเทรดดิ้งอย่างบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท ปตท. (PTT)
โดยหุ้นที่เขาชื่นชอบจะเกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 และมีความคุ้นชินหรือสัมผัสได้ในชีวิต อย่างเช่น หุ้นโรงพยาบาลที่ราคาขายต่ำกว่า 10 บาท ตอนนั้นเข้าไปซื้อหุ้นโรงพยาบาลวิภาวดี เพราะลูกทั้ง 3 คนเกิดจาก
ที่นี่ อยู่ใกล้บ้าน และมีผู้ใหญ่แนะนำ ถือมาตั้งแต่ก่อนจะแตกพาร์ไม่ถึงบาท หรือพอแตกพาร์แล้วก็ไม่เคยปล่อย เพราะเรามีต้นทุนตั้งแต่หุ้นหากพอแตกพาร์ ไม่เคยปล่อย แถมเมื่อราคามีการปรับลงก็จะเป็นโอกาสเข้าไปเก็บสะสมเพิ่ม
ปัจจุบันเขาถือหุ้นรวมเพียง 4-5 ตัว เป็นหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล พลังงาน ซึ่งส่วนนี้จะไม่เคยมีการขายออกเลย นานๆ ที่จะมีหุ้นไอพีโอที่ได้จากแบงก์มาก็ส่วนใหญ่จะขายออกเลย ไม่ถือยาว ถือเป็นสัดส่วนเพียง 20% ของพอร์ตรวม โดย 60-70% เป็นการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่จะเน้นเลือกกองทุนที่เน้นมีการจ่ายเงินปันผล และเงินฝากประจำที่ให้อัตราผลตอบแทนคงที่ ส่วนที่เหลือเป็นเงินสดเก็บไว้ ส่วนการจะขายหุ้นออกไปตัวหนึ่ง จะต้องเป็นเหตุผลที่นำไปซื้อสินทรัพย์อื่นหรือที่ดิน
เขาทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เหมือนกันระหว่างเป็นคนดูแลฝ่ายการเงินกับนักลงทุนคือ การต้องมองภาพกว้างในเรื่องการบริหารเงิน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ การลงทุนส่วนบุคคลมักจะมีเรื่องอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะลงทุนซื้อแล้วจบเมื่อเลือกหุ้นมั่นใจพื้นฐานแล้วก็จะไม่ยุ่งอีก เพื่อขจัดปัญหาความเสี่ยงของตัวเองไม่ตั้งแต่แรก







