
ช็อปออนไลน์ สนั่น ไพรซ์ซ่าโต 100% ต่อเนื่อง
การช็อปปิ้งออนไลน์ของผู้บริโภคคนไทยนิยมการค้นหาข้อมูลและเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
การช็อปปิ้งออนไลน์ของผู้บริโภคคนไทยนิยมการค้นหาข้อมูลและเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อ ยิ่งเป็นโอกาสเติบโตของเว็บไซต์เช็กราคาสินค้าออนไลน์ทำให้ไพรซ์ซ่า สามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเครื่องมือค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคาแก่นักช็อปออนไลน์ที่โตทั้งในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไพรซ์ซ่า ผู้ให้บริการค้นหาสินค้าสำหรับนักช็อปออนไลน์ (Shopping Search Engine) กล่าวว่า บริษัทมีการให้บริการครอบคลุมทั้ง 6 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการเติบโตในประเทศไทยนั้นยังมีทิศทางที่ดีต่อเนื่อง คือ มีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์กว่า 7.5 ล้านราย/เดือน มีจำนวนนักช็อปเข้ามาวันละ 2.5 แสนราย/วัน
“ในไทยจะมีการเติบโตแบบ 100% ต่อเนื่องทุกปี และอินโดนีเซียก็ถือว่าเป็นอีกประเทศที่เรามั่นใจว่าจะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งได้ไม่ยาก” ธนาวัฒน์ กล่าว
การค้นหาข้อมูลบนเว็บไซต์ส่วนใหญ่ยังคงเป็นสินค้ากลุ่มไอที 40% รองลงมาคือแฟชั่น 29% ไลฟ์สไตล์ 22% เฮลท์แอนด์บิวตี้ 10% อื่นๆ อีก 2% ส่วนอินโดนีเซียก็เป็นอีกหนึ่งตลาดที่เติบโตเร็วมาก มีผู้เข้าใช้งานกว่า 4.5 ล้านราย/เดือน มีนักช็อปเข้ามาเปรียบเทียบราคาวันละ 1.5 แสนราย/วัน โดยกว่า 70% เป็นการค้นหาจากสมาร์ทโฟนทั้งสิ้น
สำหรับรายได้หลักของไพรซ์ซ่ายังมาจากการโฆษณาและส่วนแบ่งคอมมิชชั่นจากเจ้าของสินค้ามีสัดส่วนอยู่ที่ 50% เท่ากัน พฤติกรรมการเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อของคนไทยสูงขึ้นเรียกได้ว่าผู้ใช้งานโตแบบ 100% ต่อเนื่องทุกปี ซึ่งการได้บริษัท ฮูเบิร์ต เบอร์ด้า มีเดีย (HBM) เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลักจะยิ่งช่วยให้บริษัทมีโอกาสในการรุกตลาดต่างประเทศมากขึ้น
“ผู้ถือหุ้นรายเดิมอย่างไซเบอร์เอเจนต์เวนเจอร์สนั้นได้ออกจากการเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นไปแล้ว ทำให้ไพรซ์ซ่าถือหุ้นหลักที่ 75.1% ส่วนทางเบอร์ด้าถือหุ้น 24.9% ซึ่งเม็ดเงินลงทุนเป็นตัวเลข 7 หลัก” ธนาวัฒน์ กล่าว
ด้านการลงทุนบริษัทจะใช้งบใน 3 เรื่องหลัก แบ่งเป็น 30-40% ในการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้นหาสินค้าให้ดีขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานพึงพอใจในระบบมากที่สุด โดยจะเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีเองทั้งหมด อีก 20-30% จะใช้ไปในการลงทุนด้านบุคลากรและขยายทีมงาน สุดท้ายอีก 20-30% จะนำไปใช้ในการขยายตลาดต่างประเทศ เพราะที่อินโดนีเซียมีทีมขายแต่ยังไม่มีทีมการตลาด
อย่างไรก็ตาม ทางเบอร์ด้าไม่ได้จำกัดว่าไพรซ์ซ่าจะต้องมีผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียวหากมีการระดมทุนรอบใหม่ก็เปิดกว้างให้มีรายอื่นเข้ามาเสริมได้เช่นกัน
ฟรีด-ดริค ฟอน สแกนโชนี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบอร์ดา เอเชีย กล่าวว่า บริษัทมีเงินลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพอยู่ที่ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี การเข้ามาลงทุนในไพรซ์ซ่านั้น เพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ และเบอร์ด้าต้องการเข้ามาลงทุนระยะยาวในกลุ่มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและเจาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปด้วยกัน ไม่ได้มีแผนที่จะขายกิจการต่อไปให้รายอื่น
สำหรับเบอร์ด้ามีธุรกิจหลักคือด้านการผลิตสื่อ มีผู้ใช้งานกว่า 25 ล้านคนทั่วโลก รายได้หลักอยู่ที่ 2.5 ล้านล้านยูโร/ปี และปีนี้ได้มุ่งเน้นธุรกิจในกลุ่มดิจิทัลหรือสตาร์ทอัพเป็นหลัก เพราะเห็นการเติบโตด้านการตลาดดิจิทัล ซึ่งจะเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีความชัดเจนและมีโอกาสโตได้
“เราจะดูที่สปิริตของผู้บริหารธุรกิจว่ามีกลยุทธ์อย่างไร เพราะการทำธุรกิจทุกครั้งอาจล้มได้แต่ต้องรู้จักเรียนรู้และลุกขึ้นมาทำต่อเพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ” สแกนโชนี่ กล่าว
ขั้นต่อไปบริษัทจะโฟกัสในธุรกิจที่เป็นระดับซีรี่ส์บีเท่านั้น โดยโฟกัสไปในกลุ่มอี-คอมเมิร์ซ ท่องเที่ยว และสื่อสาร ซึ่งได้มีการพูดคุยกับรายอื่นเพิ่มเติมบ้างแล้ว ปีนี้จะเป็นการเข้าไปลงทุนในกลุ่มสตาร์ทอัพจำนวน 3 ราย จะเป็นธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับอี-คอมเมิร์ซเพราะจะซ้ำกับทางไพรซ์ซ่าและบริษัทไม่ต้องการให้มีการแข่งขันกันเอง
ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากการเข้ามาลงทุนของเจ้าตลาดอย่างอาลีบาบาและนักลงทุนในไทยเอง ยิ่งเพิ่มสีสันให้นักลงทุนรายใหม่จากต่างประเทศอยากเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นผู้เล่นในตลาดมากขึ้น







