
’วิรไท‘ ชี้4จุดบอดใหญ่ อุปสรรคพัฒนาไทยยั่งยืน
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ประเทศไทยติดกับดักเชิงโครงสร้าง 4 ด้าน กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวในหัวข้อ “Thailand Agenda 2030 : วิสัยทัศน์การพัฒนาใหม่สู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน” ว่า กับดักเชิงโครงสร้างดังกล่าว อาทิ 1.ระดับความสามารถทางเทคโนโลยี ทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตร และบริการ 2.กรอบกฎเกณฑ์กติกาที่อาจจะไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจยุคใหม่ 3.การขาดประสิทธิภาพของระบบราชการ และ 4.โครงสร้างของประชากรไทยที่ทำให้เกิดข้อจำกัดด้านแรงงาน
ที่สำคัญโครงสร้างที่เปลี่ยนไปยังส่งผลต่อระบบการเมือง เพราะต่อไปรัฐบาลและพรรคการเมืองจะให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุมากกว่าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจไปข้างหน้า กลายเป็นปัญหาเหมือนประเทศอุตสาหกรรมหลักหลายประเทศที่กำลังติดกับดักนี้อยู่เช่นกัน
ทั้งนี้ ผู้ว่าการ ธปท.ได้เสนอ 4 ประเด็นสำคัญที่จะผลักดันให้ไทยขับเคลื่อนไปในแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม คือ 1.การพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น และวิธีการทำงานของภาครัฐแบบเดิมจะไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างเท่าทัน โดยรัฐต้องเปิดพื้นที่ให้เกิดการทำงานร่วมกันกับภาคส่วนอื่น โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัย ในฐานะผู้นำความคิด ขณะที่ภาคธุรกิจก็ต้องมีบทบาทเพิ่มขึ้น เพราะมีทรัพยากร มีข้อมูลและองค์ความรู้ รวมถึงมีทักษะในการบริหารจัดการที่ดี
2.ต้องปรับการให้น้ำหนักจากการมองระยะสั้นไปสู่การมองระยะยาว ซึ่งอาจจะยาวเกินปี 2573 จึงไม่ควรให้ความสำคัญกับการบริโภคตามกระแสนิยมของสังคมมากกว่าการออมเพื่ออนาคต และไม่ควรให้เวลาในการรับและเชื่อข่าวสารแบบสั้นๆ ตามโซเชียลมีเดียมากกว่าใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ การทำนโยบายเศรษฐกิจไม่ควรหวังจีดีพีโตในช่วงสั้นๆ มากกว่าการเพิ่มศักยภาพของระบบเศรษฐกิจ
ในระยะยาว
3.ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันในทุกเรื่องหลักที่ทำ เนื่องจากโลกในอนาคตมีความไม่แน่นอนและผันผวนสูง จึงต้องมีกันชนรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจากภายนอกมากขึ้น ด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันในระดับประเทศ อาทิ รัฐบาลก็ต้องระวังรักษาระดับหนี้สาธารณะ ธนาคารกลางต้องรักษาทุนสำรองประเทศให้มีเพียงพอ เพื่อรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายในโลก และต้องดูแลให้ระบบสถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง มีสัดส่วนเงินกองทุนที่สูงพอ ส่วนในระดับธุรกิจต้องระมัดระวัง ไม่ให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสูงเกินควร ต้องกระจายหรือประกันความเสี่ยงหลักๆ ที่ธุรกิจต้องเผชิญ และต้องปรับตัวอยู่เสมอ ขณะที่ระดับประชาชนต้องรักษาระดับเงินออม รักษาสุขภาพ และรักษาจิตใจให้สามารถรับความไม่แน่นอนใหม่ๆ ที่เกิดในอนาคต
และ 4.ต้องสร้างสภาวะแวดล้อมหรือระบบนิเวศที่ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัต และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเท่าทันกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป หรือปัญหาที่ต้องเผชิญ โดยองค์กรที่เป็นสถาบันหลักต้องมีความเข้มแข็ง เพื่อให้ประเทศพัฒนาไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ที่เกือบทุกประเทศทั่วโลกร่วมกันทำเพื่อยุติความยากจนนั้น แม้ว่าแนวทางการพัฒนาประเทศไทย
ที่ผ่านมาจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นมาก เช่น ประชากรใต้เส้นความยากจนที่มีรายได้น้อยกว่าวันละ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดจาก 42% ในปี 2543 เหลือ 11% แต่ก็ยังมีคนไทยอยู่ใต้เส้นความยากจนอีกกว่า 7.3 ล้านคน ซึ่ง 80% อยู่ในชนบท และยังมีอีก 6.7 ล้านคน ที่อยู่เหนือเส้นความยากจนไม่มาก และมีความเสี่ยงจะกลับไปอยู่ใต้เส้น ความยากจนได้อีก เพราะมีภูมิคุ้มกันต่ำ มีฐานะทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง
แต่ถ้าดูเครื่องชี้ SDGs ของไทยจะพบว่ายังมีหลายด้านที่ทำได้ไม่ดี เช่น ตัวเลขด้านสาธารณสุขสะท้อนว่าแพทย์ไม่พอเพียง มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรสูงมาก และมีอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นสูง ในด้านสิ่งแวดล้อมมีฝุ่นละเอียดในปริมาณสูง ในด้านสังคมมีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูง และมีประชาชนจำนวนมากที่ยังยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ ขณะที่ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างขึ้น แต่ระบบการศึกษาซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการทำให้ช่องว่างดังกล่าวแคบลงกลับไม่มีประสิทธิภาพ
ซึ่งภายใต้ภาวะที่ระบบเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การดูแลให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในระยะสั้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ปัญหาเฉพาะหน้ามาบดบังเรื่องสำคัญในระยะยาว ขณะที่โครงสร้างประชากรไทยยังเป็นข้อจำกัดด้านแรงงาน และจะสร้างปัญหาด้านฐานะการออมของประเทศ ค่าใช้จ่ายของภาครัฐและประชาชนในการรักษาพยาบาล การขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุข ขาดแคลนแรงงานทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ เป็นต้น







