
ซีอีโอ‘สหกล อิควิปเมนท์’ ยึดหลักโปร่งใส อธิบายได้คู่เอกภาพ
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
บริษัท สหกล อิควิปเมนท์ (SQ) ผู้บริการและดำเนินงานด้านการทำเหมืองแร่อย่างครบวงจรถึงการวางแผนงานในเหมือง มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 30 ปี อยู่ระหว่างการเตรียมตัวเข้าเป็นหุ้นใหม่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในปี 2559
ศาศวัต ศิริสรรพ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วัย 52 ปี ทายาทรุ่นที่ 2 ของ SQ เล่าถึงความเป็นมาของบริษัท สหกล อิควิปเมนท์ ว่า เกิดจากการก่อตั้งของคุณพ่อหลังจากจบวิศวกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มทำงานที่กรมชลประทาน ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการสร้างเขื่อนภูมิพล หลังจากทำงานได้สักระยะก็เห็นลู่ทางในการทำธุรกิจจึงตัดสินใจลาออกมาในปี 2513 เพื่อจัดตั้งบริษัททำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างร่วมทุนกับพันธมิตร ลักษณะงานเน้นรับงานโยธาโดยเฉพาะงานทำถนน จากนั้นในปี 2526 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดประมูลงานเพื่อทำเหมืองแม่เมาะ บริษัทจึงเข้าไปยื่นประมูลงานและชนะเป็นผู้รับเหมารายแรกที่ได้ทำโครงการนี้ ซึ่งเป็นเหมืองเปิดขนาดใหญ่ และเป็นปีเดียวกับที่คุณพ่อชักชวนหม่อมอุ๋ย (ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล) ในฐานะเพื่อนมาร่วมถือหุ้นด้วยจนถึงปัจจุบัน พร้อมเข้ามาช่วยเป็นที่ปรึกษา
ขณะนั้น ผมกำลังศึกษาอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับคุณพ่อจึงได้เข้ามาฝึกงานที่บริษัท และหลังสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตจากคณะวิศวกรรมศาสตร์และปริญญาโท MBA Ohio University Ohio State จากสหรัฐอเมริกา เข้ามาเริ่มงานแรกกับธุรกิจครอบครัว ตำแหน่งแรกเป็นวิศวกรด้านแผนกวางแผนมีหน้าที่บริหารควบคุมต้นทุนโครงการถือเป็นส่วนสำคัญ จัดทำโครงสร้างของต้นทุนรวมจึงเป็นโอกาสได้เรียนรู้งานต่างๆ ทั้งหมดของระบบเหมือง จากนั้นมีโอกาสโยกย้ายไปดูแลงานในหลายด้าน ทั้งงานบัญชีและการเงิน งานแบ็กออฟฟิศ คือการบริหารทรัพยากรบุคคล
ศาศวัต เล่าให้ฟังถึงความยากง่ายหรือความแตกต่างของการทำงานช่วงแรกว่าเริ่มทำงานร่วมกับทีมวิศวกรลักษณะงานจะมีระบบแผนการทำงานและมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ในแบบงานด้านวิศวะ ด้านการผลิต ซึ่งเป็นงานที่สามารถวัดผลลัพธ์ออกมาได้ชัดเจน เกี่ยวข้องกับการบริหารประสิทธิภาพเครื่องจักรเป็นหลัก ส่วนงานแบ็กออฟฟิศจะช่วยส่งเสริมการทำงานของงานด้านฟรอนต์ออฟฟิศ เช่น การสนับสนุนด้านข้อมูล การปรับระบบยกมาตรฐานการทำงานภายในมาใช้ระบบไอทีมากขึ้น
ส่วนงานด้านการเงินสมัยที่เริ่มทำงานนั้นเป็นช่วงต้นของประเทศที่มีงานด้านการเงินหลักๆ คือการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ เริ่มได้จับโปรเจกต์ไฟแนนซ์ในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหม่ต้องพิจารณาด้านความเสี่ยงความเป็นไปได้ของโครงการ และติดต่อทำงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องภายนอกมากกว่าโดยเฉพาะสถาบันการเงิน ผมต้องออกไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีมีการพูดคุยสื่อสารที่เข้าใจกันด้วยภาษาทางการเงิน
การทำงานมีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2558 มีโอกาสเติบโตขึ้นเป็นซีอีโอ SQ มีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นคือมองภาพรวมธุรกิจทั้งหมดขององค์กร ทั้งเป้าหมายของบริษัท รับผิดชอบกับบุคคลภายนอกต่างๆ อีกทั้งเป็นช่วงที่บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีการปรับระบบการทำงานเตรียมตัวมาประมาณ 4 ปี ส่วนหนึ่งมีการนำระบบไอทีมาใช้ อีกทั้งปรับเปลี่ยนระบบบริหารควบคุมภายในให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ถือเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ศึกษาเพิ่มเติมและให้ความสำคัญมากขึ้น รวมถึงต้องดูแลผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด
ผมมีปรัชญาหรือหลักการทำงาน คือ “มีความโปร่งใส อธิบายได้” ร่วมกับวัฒนธรรมองค์กรที่มีมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทคือ ความมีเอกภาพ นับตั้งแต่วันแรกที่มีพนักงานหลักสิบคน ปัจจุบันเพิ่มเป็นหลักพันคน โดยมีเป้าหมายหลักคือ การทำงานให้ประสบความสำเร็จตามเวลาและภายใต้ต้นทุนที่วางไว้เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้จ้างงาน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากคนรุ่นเก่าไปสู่คนรุ่นใหม่ ด้วยมีวิสัยทัศน์เพื่อ SQ เป็นผู้นำด้านการทำเหมืองแร่ในภูมิภาค และมีแนวคิดศึกษาต่อยอดไปสู่ธุรกิจการเข้าไปพัฒนาเป็นเจ้าของเหมืองถ่านหินเองรวมถึงธุรกิจโรงไฟฟ้าด้วย







