
ข้าวอินทรีย์ (จบ)
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
ข้าวอินทรีย์ที่ไทยผลิตได้ร้อยละ 96 ส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ ตลาดหลักสำคัญคือประเทศต่างๆ ในยุโรป ซึ่งความต้องการข้าวอินทรีย์ของตลาดยุโรปเพิ่มขึ้น 15-20% ต่อปี นอกจากนี้มีแนวโน้มที่สามารถเจาะขยายตลาดได้มากขึ้น คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
จากการสำรวจพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ทั่วโลก ไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์มากเป็นอันดับ 5 รองจากจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ จากพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ทั่วโลก 839,463 ไร่ อย่างไรก็ตามไทยก็ยังเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอินทรีย์อันดับหนึ่งของโลก เนื่องจากทั้งจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ส่งออกข้าวอินทรีย์น้อยมาก โดยผลผลิตเกือบทั้งหมดบริโภคในประเทศ อย่างไรก็ตาม จีนก็ยังเป็นประเทศที่อาจจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลจีนส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ และมีหน่วยงานรับรองมาตรฐานอินทรีย์เกิดขึ้นอย่างมาก
สำหรับตลาดข้าวอินทรีย์ในประเทศไทยมีสัดส่วน 4% ของปริมาณข้าวอินทรีย์ที่ผลิตได้ทั้งหมด โดยข้าวอินทรีย์ที่จำหน่ายในประเทศแบ่งออกเป็น 2 ตลาดอย่างชัดเจนคือ ข้าวอินทรีย์ที่จำหน่ายในช่องทางโมเดิร์นเทรดและช่องทางขายตรง ซึ่งราคาจะค่อนข้างสูง แต่ก็เป็นข้าวมาตรฐานเดียวกับส่งออก ส่วนอีกตลาดหนึ่งจะเป็นตลาดข้าวอินทรีย์ที่จำหน่ายโดยชุมชนเกษตรกร ซึ่งราคาก็ยังสูงกว่าราคาข้าวสารปกติ
ทั้งนี้ นโยบายปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวปกติมาเป็นนาข้าวอินทรีย์ก็ยังคงมีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะเกษตรกรไทยในพื้นที่นาน้ำฝนทั้งในเขตภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทำนาเพียงปีละครั้ง ทำให้รักษาสภาพแวดล้อมได้ด้วยตัวเองดีระดับหนึ่ง ถือเป็นพื้นที่สำหรับเปลี่ยนมาสู่กระบวนการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ได้ง่าย แต่เกษตรกร และผู้เกี่ยวข้องจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเล็งเห็นความสำคัญของการปลูกข้าวอินทรีย์
จากการนำเอาข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องหอมมะลิและข้าวเหนียวเขี้ยวงู ของโรงสีใน จ.เชียงราย ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวนาธรรมชาติไปแสดงในงาน Unseen Lanna 2016 และงานหอการค้าแฟร์ 2016 ผมได้ความจริงว่า ลูกค้าข้าวหอมมะลิอินทรีย์ส่วนมากเป็นคนสูงอายุที่จะต้องให้ความรู้ไปพร้อมๆ กันด้วยว่า คนสูงอายุที่ชอบกินข้าวกล้องจะต้องไม่เป็นโรคไต ส่วนผู้สูงอายุหรือผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ก็แนะนำให้บริโภคข้าวที่มีสี เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่และข้าวเจ้าหอมนิล ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่มีใครต่อรองราคา แม้จะขายแพงกว่าปกติถึง 2 เท่าเพราะเข้าใจหัวอกชาวนา







