
นิคมฯระวังเข้มรับมือน้ำท่วม
กนอ.เกาะติดสถานการณ์น้ำ 24 ชั่วโมง มั่นใจพื้นที่อุตสาหกรรมไม่ได้รับผลกระทบ ด้านเขื่อนป่าสักฯ อีก 10 วันเต็มเขื่อน
กนอ.เกาะติดสถานการณ์น้ำ 24 ชั่วโมง มั่นใจพื้นที่อุตสาหกรรมไม่ได้รับผลกระทบ ด้านเขื่อนป่าสักฯ อีก 10 วันเต็มเขื่อน
นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำที่เริ่มเพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่อยู่อาศัยบางส่วนบริเวณภาคกลางตอนบน รวมถึงน้ำเหนือที่จะเข้ามาสมทบนั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังพื้นที่ภาคอุตสาหกรรมหนาแน่นในภาคกลาง โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ แน่นอน เนื่องจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) มีระบบการจัดการที่ดี ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่าสถานการณ์น้ำในภาพรวมจะไม่เพิ่มสูงจนส่งผลกระทบต่อนักลงทุน
“ยอมรับว่ายังมีความกังวลจากผู้ประกอบการในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีการถามเข้ามาถึงการดูแลสถานการณ์น้ำ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงก็ได้แจ้งไปยังนักลงทุนแล้วว่ามีแผนรับมือ โรงงานอุตสาหกรรมก็ยังดำเนินการได้ตามปกติ ขณะที่พื้นที่ จ.ปทุมธานี นั้นไม่มีความกังวล เพราะอยู่ในพื้นที่ที่ถือว่าไม่มีความเสี่ยงขณะนี้” นายสมชาย กล่าว
นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า ขณะนี้ กนอ.เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด โดยติดตามรายงานจากศูนย์ติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งศูนย์ดังกล่าวจะมีหน้าที่แจ้งเหตุการณ์ทั่วไปและแผนรับมือน้ำเบื้องต้น ขณะเดียวกัน กนอ.ก็มีการวางแนวทางปฏิบัติการกรณีที่มีน้ำเข้ามาใกล้บริเวณนิคมฯ อย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการซ้อมแผนรับมืออุทกภัยเพื่อรับมือสถานการณ์
“สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยขณะนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่นอกนิคมฯ และส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่พื้นที่อุตสาหกรรม ขณะที่พื้นที่อุตสาหกรรมเชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะผู้ประกอบการก็มีแผนรับมือในช่วงเวลาที่น้ำมาก ขณะเดียวกันภาครัฐก็มีแผนรับมื ออยู่แล้ว” นายวีรพงศ์ กล่าว
ด้าน นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ทำหนังสือรายงานต่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อรายงานต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทราบผลการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมีมติให้ระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา-ชัยนาท เพิ่มจาก 1,800 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เป็น 2,000 ลบ.ม./วินาที และขอระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพิ่มจาก 20 ล้าน ลบ.ม./วัน เป็น 22 ล้าน ลบ.ม./วัน ซึ่งจะทำให้พื้นที่ท้ายตั้งแต่ จ.สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น กระทบกับประชาชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ
“ขณะนี้จะยังไม่ผันน้ำเข้าทุ่งแก้มลิงสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังสามารถบริหารได้ กรมชลฯ จะต้องเก็บแก้มลิงไว้ หากกรณีน้ำมามากเกินคาดก็จะตัดยอดน้ำเข้าแก้มลิง โดยจะเฝ้าระวังว่าหากน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเกิน 2,800 ลบ.ม./วินาที ก็จะมีการพิจารณาอีกครั้ง และขณะนี้ให้ทุกจังหวัดไปสำรวจว่าแต่ละทุ่งมีข้าวที่รอการเก็บเกี่ยวเท่าไร และที่เก็บเกี่ยวแล้วที่ไหนบ้าง เพื่อนำมาวิเคราะห์สถานการณ์” นายสุเทพ กล่าว
ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาล่าสุดอยู่ที่ 1,790 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเป็นระดับที่น้ำยังไม่วิกฤต ส่วนเขื่อนป่าสักฯ มีปริมาณน้ำ 720 ล้าน ลบ.ม. เหลืออีกประมาณ 200 ล้าน ลบ.ม. จะเต็มเขื่อน โดยมีน้ำไหลลงอ่าง 40 ล้าน ลบ.ม./วัน เขื่อนระบายออก 20 ล้าน ลบ.ม./วัน คาดว่าประมาณ 10 วันจะเต็ม เพราะฉะนั้นจะต้องระบายเพิ่มเพื่อให้มีพื้นที่รับน้ำ
ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำที่หน้าค่ายจิรประวัติอัตราการไหลอยู่ที่ 1,780 ลบ.ม./วินาที เขื่อนเจ้าพระยา 1,790 ลบ.ม./วินาที ส่วนที่ อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย มีน้ำไหลผ่าน 467 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้มีน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาอยู่ที่ 7,459 ล้าน ลบ.ม.







