
การบริหารภายใต้ความไม่แน่นอน (2)
โดย...ทัธภร ธนาวริทธิ์
โดย...ทัธภร ธนาวริทธิ์
บทความนี้จะกล่าวถึงรูปแบบการบริหารภายใต้ความไม่แน่นอนสามารถทำได้จากหลายมุมมองต่อเนื่องจากบทความก่อนหน้า โดยจะยกตัวอย่างแนวทางส่วนใหญ่ที่องค์กรนำมาใช้ปฏิบัติ เช่น
การจัดการ และการทดลอง เนื่องจาก Unknown ที่มีมากมาย และความเป็นไปได้ในการตัดสินใจโดยที่ไม่มีข้อมูลเพียงพอ ดังนั้น นักวิชาการได้แก่ Landau และ Stout ได้อธิบายว่าการจัดการ คือกระบวนการทดลอง การตัดสินใจ และนโยบาย คือ ข้อสมมุติฐาน และหน้าที่ของผู้บริหาร คือ การจัดการไม่ใช่การควบคุม
องค์กรแห่งการเรียนรู้ วิธีการที่องค์การสามารถรวมความรู้ และการสนับสนุนเข้าด้วยกัน คือ การจัดตั้งกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน และกระบวนการปรับตัวอย่างสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นระหว่างการพัฒนา และความเป็นไปได้ในการเกิดข้อผิดพลาด โดยองค์การแห่งการเรียนรู้ยอมรับความผิดพลาด รับรู้ถึงข้อจำกัดของความรู้ และสมาชิกขององค์กรมองเห็นความผิดพลาดว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญสำหรับการปรับปรุงเพื่อให้สามารถบรรลุถึงความต้องการได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
ความยืดหยุ่นขององค์กร เนื่องจากข้อมูลใหม่ๆ มีเข้ามาตลอดในระหว่างการปฏิบัติโครงการ ดังนั้นองค์กรจึงจำเป็นที่จะต้องสามารถตอบสนองและเรียนรู้จากข้อมูลดังกล่าว โดยการที่จะบรรลุผลสำเร็จองค์กรควรมอบหมายการตัดสินใจให้กับหน่วยงานท้องถิ่น ทำให้เขาสามารถสำรวจ และใช้ประโยชน์จากความเป็นไปได้ดังกล่าว
การจัดการความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไปสามารถใช้โมเดลที่เรียกว่า Decision Contexts And Organizational Model คือ การแยกกลุ่มสิ่งแวดล้อมจากมุมมองที่แตกต่างจากระดับความไม่แน่นอน และประเภทของการตัดสินขององค์กร โดยความกังวลแรกเกี่ยวกับเป้าหมาย และความกังวลที่ 2 คือ วิธีการในการบรรลุเป้าหมาย ดังตารางด้านล่างเกี่ยวกับโครงการการสร้างระบบชลประทาน
l หากผู้ทำการตัดสินใจมีความชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมาย และวิธีการในการบรรลุเป้าหมายแล้ว ผู้จัดการสามารถใช้กระบวนการตัดสินใจที่เรียกว่า การคำนวณ ซึ่งอาจใช้เทคนิคในการวิเคราะห์ เช่น Cost-Benefit Analysis การใช้มาตรฐาน หรือการทำซ้ำ และการนำเทคนิคในการบริหารทางวิทยาศาสตร์มาใช้
l หากวิธีการในการทำให้บรรลุเป้าหมายไม่ชัดเจน ผู้ตัดสินใจมีความฉลาดมากพอที่จะใช้ การตัดสิน โดยผู้ทำการตัดสินใจจะต้องทราบเป้าหมายอย่างชัดเจน แต่ก็ต้องเปิดรับข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการและขั้นตอนเพื่อการเรียนรู้จาก Type I และ Type II Errors
l หากผู้บริหารไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมาย เช่น ความเสมอภาค ความมีประสิทธิภาพ หรือการเติบโต แต่มีความชัดเจนในวิธีการที่จะสามารถทำให้บรรลุเป้าหมายต่างๆ ผู้ตัดสินใจจะต้องใช้วิธี การเจรจา และการต่อรอง กับกลุ่มผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
l สุดท้าย หากผู้บริหารไม่มีความชัดเจนกับทั้งเป้าหมาย และวิธีการ Thomson แนะนำให้ใช้ การสร้างแรงบันดาลใจ โดยในสถานการณ์ดังกล่าวอาจใช้การกระจายอำนาจเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย และลัทธิอำนาจนิยม
ตัวอย่างดังกล่าวเป็นเทคนิคในการบริหารองค์กรเพียงบางส่วนที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ซึ่งมีการศึกษา วิจัย และนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม บริบทขององค์กรนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้สามารถเลือกเทคนิควิธีการที่เหมาะสมในการจัดการภายในองค์กรในแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้น







