
ต้านรัฐขยับค่าจ้างขั้นต่ำ 250 บาท อุตฯขู่ลดจ้างแรงงานหันใช้เครื่องจักร
หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้ปรับฐานระบบเงินเดือนของข้าราชการให้มีความยืดหยุ่นเท่ากับเอกชน รวมทั้งยังจะมีการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็นวันละ 250 บาท โดยจะเริ่มในเดือน เม.ย. 2554 เพื่อให้สอดคล้องกันนั้น ภาคอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับการจ้างงานส่วนใหญ่ ออกอาการคัดค้านสุดตัว เพราะกลัวกระทบต้นทุนการผลิต มากกว่ากลัวขาดแคลนแรงงาน
**นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อัตราการจ้างงานในค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 206 บาทต่อวัน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หากขึ้นมาเป็น 250 บาท ถือว่ามากขึ้นกว่าเดิม 20% และค่าแรงในต่างจังหวัดก็ต้องเพิ่มขึ้นตามในอัตรานี้ แล้วแต่ฐานของค่าแรงที่แตกต่างกันในแต่ละจังหวัด จะกระเทือนต่อเอสเอ็มอีในกลุ่มที่ใช้แรงงานมาก โดย กลุ่มสินค้าประมงเป็นด่านแรกที่จะโดนก่อน
นายวัลลภ วิตนากร กรรมการและที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ไม่พอใจกับนโยบายนี้มาก รัฐบาลไม่เคยมาปรึกษาภาคเอกชนอย่างจริงจัง หากขึ้นค่าแรงในระดับนี้จริง จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ต้นทุนจะพุ่งขึ้นจนแข่งขันกับต่างประเทศไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องปิดตัวลง
ที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมอยู่กับแรงงานได้เป็นอย่างดี และพยายามที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ โดยพนักงานที่ทำงานได้ดี จะมีรายได้เพิ่มให้เป็นพิเศษ
ขณะนี้ก็มีการจ้างงานล่วงเวลา (โอที) เพื่อผลิตให้ทันตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น โดยการจ่ายโอทีจะให้มากกว่าค่าแรง 1 เท่าครึ่ง ถ้าพนักงานทำงานวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะได้ค่าแรงในอัตรา 2 เท่า ทำวันหยุดนักขัตฤกษ์จะได้ค่าแรงเป็น 3 เท่าของค่าแรงปกติ แรงงานจึงมีรายได้พิเศษเข้ามาเสริมอยู่แล้ว หากต้องปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ผู้ประกอบการคงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรืออาจใช้เครื่องจักรมากขึ้น ลดจ้างโอทีลง เพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว โดยในอุตสาหกรรมนี้มีแรงงานโดยรวมอยู่ราว 7 แสนคน
การที่จะสะท้อนต้นทุนเข้าไปในราคาสินค้า ในประเภทเครื่องนุ่งห่มคงทำได้ยาก ถ้าสินค้าจากประเทศคู่แข่งไม่เพิ่ม สินค้าของไทยก็เพิ่มไม่ได้ ดังนั้นการจะปรับค่าแรงขั้นต่ำจึงต้องศึกษาให้ดีเสียก่อน
สมาคมได้ร้องเรียนเรื่องนี้ผ่านไปทาง ส.อ.ท.แล้ว เพื่อให้ผลักดันปัญหานี้ต่อไปยังที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ให้รัฐบาลรับทราบ
“
การขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดด ถึง 20% เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ปกติจะขึ้น 13% ต่อครั้ง เมื่อ ครม.ประกาศว่ามีนโยบายจะปรับขึ้นค่าแรงเป็น 250 บาทต่อวัน ทุกคนก็ตกใจ และมองว่าเป็นนโยบายประชานิยมมากเกินไป ไม่ทราบว่าเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐานในการประเมิน ซึ่งในส่วนของอุตสาหกรรมปรับตัวไม่ทันแน่ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะค่าแรงขั้นต่ำขึ้นแล้วลงไม่ได้”หากรัฐบาลจะออกมาเป็นนโยบายแบบนี้ ก็ควรยกเลิกคณะกรรมการพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำ หรือคณะกรรมการไตรภาคี ที่มีตัวแทนจากนายจ้าง แรงงาน และหน่วยงานราชการ เป็นกรรมการ เพราะมีนโยบายออกมาชี้นำ ฝ่ายแรงงานและราชการต้องเห็นด้วยแน่ ส่วนความเห็นของผู้ประกอบการคงจะไม่มีใครฟัง
นายผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง กล่าวว่า หากค่าแรงแพงมาก จ้างไม่ไหวก็ไม่จ้าง ต่อไปประเทศไทยจะเป็นประเทศนำเข้าไป เพราะส่งออกแข่งขันไม่ได้ หรือถ้าจะทำให้แข่งขันได้รัฐบาลก็ต้องดูแลค่าเงินให้อยู่ในระดับ 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ค่าจ้าง 250 บาทต่อวัน ก็จะเฉลี่ยกันไป
ต่อไปอุตสาหกรรมอาจต้องปรับตัว หันมาใช้เครื่องจักรมากขึ้น ส่วนที่ใช้เครื่องจักรไม่ได้ เช่น อุตสาหกรรมปลากระป๋อง เพราะต้องใช้แรงงานแล่เนื้อปลา หากใช้เครื่องจักรแล่ เนื้อปลาจะช้ำ คงต้องย้ายไปทำที่อื่น เพราะสู้ค่าแรงไม่ไหว
นอกจากนี้ ต้องดูด้วยว่าเมื่อขึ้นค่าแรงให้แล้ว ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นหรือไม่ ตลอดจนต้องพิจารณาด้วยว่าหากเพิ่มค่าแรง แม้ประสิทธิภาพแรงงานจะเพิ่มขึ้น แต่หากสินค้าที่ขายยังเป็นแบบเดิม ราคาเท่าเดิม ก็จะแข่งขันไม่ได้อยู่ดี ต้องมองหาการผลิตสินค้าใหม่ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้เพิ่ม ถ้ายังไม่คิดว่าจะขายอะไรที่แตกต่างจากเดิม ค่าแรงก็ไม่ควรจะเพิ่มขึ้น
“หากค่าแรงขึ้น ดอกเบี้ยแพง ค่าบาทแข็ง ของก็คงขายไม่ได้ ขึ้นราคาก็ไม่ได้ เพราะไม่มีคนซื้อ ผู้ประกอบการก็คงต้องเลิกจ้าง ไม่ต้องขายของ และไปทำอย่างอื่นแทน” นายผณิศวร กล่าวนายปิลันธน์ ธรรมมงคล ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผลกระทบที่จะได้รับคงไม่ต้องพูดถึง เพราะปรับขึ้นสูงกว่าเดิม 20% แม้อุตสาหกรรมสิ่งทอจะใช้แรงงานไม่มาก มีแรงงานรวมอยู่ประมาณ 2.5 แสนคน แต่ก็คงทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นมา คงต้องปรับไปเป็นราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยสินค้าที่ขายในประเทศจะไม่กระทบมาก เพราะต้นทุนเพิ่มเท่ากันหมด แต่สินค้าส่งออกสินค้าจะแข่งขันลำบากมาก เพราะลูกค้าต้องการซื้อของถูก
ปัจจุบันผู้ประกอบการจ้างแรงงานในอัตราที่สูงอยู่แล้ว เพราะขาดแคลนแรงงาน จึงต้องให้ค่าแรงสูงเป็นแรงจูงใจ โดยในส่วนของอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดจำนวนแรงงานมาอย่างต่อเนื่องแล้ว หลังจากนี้ไปก็คงต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามามากกว่านี้ เพื่อลดต้นทุนด้านแรงงาน







