posttoday
กลุ่มสามารถ-กลุ่มชิน แรง

กลุ่มสามารถ-กลุ่มชิน แรง

23 สิงหาคม 2553

....เจียรนัย อุตะมะ

หุ้นกลุ่มสื่อสารในช่วงปลายเดือนนี้จนถึงเดือนหน้ามีโอกาสเคลื่อนไหวร้อนแรงยิ่งขึ้น นอกจากอยู่ในช่วงที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำลังพิจารณาอนุมัติงบประมาณแล้ว วันที่ 24 ส.ค.นี้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะยื่นข้อสรุปความเห็นเรื่องการแปรสัมปทานให้ ครม.พิจารณา และวันที่ 2228 ก.ย. คณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ได้เปิดประมูลใบอนุญาตประกอบธุรกิจโทร.มือถือระบบ 3G ที่มี 13 บริษัทแล้วที่ซื้อซองประมูล

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น (SAMART) และกลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) ถูกจับตามองมากที่สุด

กลุ่มเทมาเซกสิงคโปร์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ SHIN ธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคมจะได้ดีทั้งขึ้นและล่อง เพราะหุ้นกลุ่มนี้จ่ายเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ ล่าสุด SHIN จ่ายปันผลทั้งหมดที่ได้จากบริษัทลูก จำนวน 1.08 หมื่นล้านบาท หรือหุ้นละ 1.15 บาท คืนผู้ถือหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 1516% ต่อปี

แม้ว่าบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ลูกของ SHIN เป็น 1 ใน 13 บริษัทที่ยื่นประมูลขอใบอนุญาต 3G ที่เป็นโอกาสเติบโตของบริษัทและกลุ่ม “ทมยันตี คงพูลศิลป์” ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายลงทุนสัมพันธ์ SHIN ยังยืนยันว่าจะไม่กระทบกระเทือนต่อการจ่ายเงินปันผล และหากได้ประกอบการธุรกิจโทร.มือถือระบบ 3G โอกาสเติบโตของกลุ่มนี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และส่งผลดีต่อบริษัทยิ่งขึ้นไปอีก

“กลุ่มยังคงนโยบายขยายงานไปยังกิจการถนัดทั้งสื่อสาร โทรคมนาคม และสื่อกระจายเสียงโดยนโยบายจ่ายปันผลยังคงเหมือนเดิม อย่างใบอนุญาต 3G คาดว่าจะใช้เงินลงทุนสามปีแรก 5 หมื่นล้านบาท โดยใช้กระแสเงินสดของ ADVANC โดยบริษัทมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ปีละกว่า 4 หมื่นล้านบาท โดยสิ้นไตรมาส 2 ที่ผ่านมามีเงินสดสูงถึง 2.32 หมื่นล้านบาท และหากจะใช้เงินกู้ก็ทำได้เพราะสัดส่วนหนี้สินต่อทุนยังต่ำเพียง 0.5 เท่า ดังนั้นเงินลงทุนที่คาดไว้จึงเท่ากับเป็นเงินลงทุนตามปกติแล้วยังมีเงินสดพอจ่ายปันผล”

ปี 2553 ADVANC ใช้งบลงทุนน้อยโดยครึ่งปีแรกใช้ไปเพียง 2,300 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปี 6,200 ล้านบาท เพื่อประหยัดเงินไว้ลงทุนในระบบ 3G เพราะเชื่อว่าจะสร้างรายได้เพิ่มให้บริษัท

“ทมยันตี” เชื่อว่า ADVANC จะรักษาความเป็นผู้ประกอบการโทร.มือถือที่ใหญ่ที่สุดไว้ได้เพราะราคาค่าโทร.ของผู้ประกอบการทุกรายใกล้กัน ดังนั้นจึงต้องแข่งขันคุณภาพในการให้บริการที่บริษัทมี ความได้เปรียบในด้านนี้

สำหรับรายได้ของกลุ่มในครึ่งปีหลัง เธอเชื่อว่าจะดีขึ้นตามรายได้ของ ADVANC และกำไรจะอิงบริษัทนี้ทั้งหมด จากครึ่งไตรมาส 2 ที่มีรายได้ 1,935 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 1,852 ล้านบาท

ล่าสุด ADVANC ปรับประมาณการรายได้เพิ่มจาก 3% จากปีก่อนเป็นเพิ่มขึ้น 5% จากรายได้ของปีก่อนที่ 1.02 แสนล้านบาท อัตรากำไร EBITDA 45% เพิ่มจากเป้าหมายเดิม 44% โดยครึ่งแรกปีนี้มีอัตรากำไร EBITDA สูงถึง 47.9% เป้าหมายกระแสเงินสดอิสระปรับเพิ่มขึ้นจาก 12% เป็นเพิ่มขึ้น 18% โดยรายได้ที่ไม่ใช่เสียงจะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ที่เติบโต 17.1%

สำหรับบริษัท ไทยคม (THCOM) “ธนฑิต เจริญจันทร์” หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน กล่าวว่า แม้ว่าครึ่งแรกปีนี้บริษัทยังมีผลการดำเนินงานขาดทุน แต่เป็นการขาดทุนที่ลดลง และคาดว่าทั้งปีจะมีกำไรสุทธิเนื่องมาจากดาวเทียมไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์กำลังทำสัญญาขายแบนด์วิดท์ให้ลูกค้าสองราย

ทั้งนี้ 23 ไตรมาสที่ผ่านมา THCOM เริ่มปรับกลยุทธ์จากการขายเทอร์มินัลมาขายแบนด์วิดท์มากขึ้นเพราะรับรู้อัตรากำไรสูง สำหรับที่อินเดียคาดว่าจะรับรู้รายได้ในไตรมาส 3 นี้

ด้าน SAMART แม้ว่าครึ่งแรกปีนี้รายได้จะต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ทั้งปีที่ 2.5 หมื่นล้านบาท โดยทำได้เพียงกว่า 8,000 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิกลับปรับเพิ่มสูงถึง 76% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมาอยู่ที่ 292 ล้านบาท โดยการเติบโตหลักของกำไรมาจากงานโครงการภายใต้บริษัท สามารถเทเลคอม (SAMTEL) บริษัทลูกที่ถือหุ้น 71% โดยบริษัทนี้ได้งานจากบริษัท ทีโอที บริษัท กสท โทรคมนาคม และหน่วยงานรัฐอื่นอย่างหนาแน่น

“ธวัชชัย วิไลลักษณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สามารถ ไอโมบาย (SIM) ยืนยันว่า กำไรปีนี้จะดีกว่าปีก่อนมาก โดยคาดว่ารายได้ของ SAMTEL ในปีหลังจะตื่นเต้นกว่าครึ่งปีแรก และ SIM มีความหวังกับโทร.มือถือระบบ 3G ที่จะเข้าร่วมประมูลในเดือน ก.ย.นี้

“ไพโรจน์ วโรภาษ” ประธานกรรมการบริหาร SAMTEL กล่าวว่า เป้าหมายรายได้ปีนี้ 8,000 ล้านบาท คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าจากครึ่งปีแรกได้ไปแล้วเกือบ 4,000 ล้านบาท และหากประมูลบางโครงการได้อาจดีกว่าคาด โดยรายได้ขึ้นถึง 1 หมื่นล้านบาท

ครึ่งหลังปีนี้คาดว่าจะได้งานใหม่เกือบ 8,000 ล้านบาท โดยเซ็นสัญญาไปแล้ว 2,000 ล้านบาท และจะเซ็นอีก 5,000 ล้านบาท มีงานในมือรอรับรู้รายได้อีก 5,000 ล้านบาท โดยเป้าหมายในการเข้าประมูลโครงการต้องให้อัตรากำไรขั้นต้น 15% ขึ้นไป โดยปัจจุบันมีอัตรากำไรสุทธิที่ 7% และคาดว่าจะดีขึ้นตามลำดับ

บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่ากลุ่มสามารถฯ ยังเป็นตัวเก็งในหลายโครงการใหญ่ที่คาดว่าจะเปิดประมูลหรือดำเนินการในครึ่งปีหลังคือโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน มูลค่า 6.8 หมื่นล้านบาท ของกระทรวงคมนาคม

การวางโครงข่าย 3G ทั่วประเทศของทีโอทีด้วยงบประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท การปรับเปลี่ยน ชุมสายเป็น NGN ของทีโอทีมูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท

ธุรกิจทีวีดาวเทียมของ กสท โทรคมนาคม เป้าหมาย 1 ล้านจานรับสัญญาณดาวเทียมอยู่ระหว่างการนำเสนอคณะกรรมการ กสท โทรคมนาคมชุดใหม่ โดยกลุ่มเป็นผู้จัดหาจานรับสัญญาณดาวเทียม

นักวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ วิเคราะห์ว่าหุ้นกลุ่มสามารถได้ผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ งานประมูลโครงการภาครัฐ และการใช้จ่ายในโครงการไทยเข้มแข็ง

ขณะที่ SIM เข้าสู่ยุคเติบโตจากธุรกิจเนื้อหา แม้ว่าเป็นผู้จำหน่ายโทร.มือถือไอโมบาย แต่รายได้ส่วนนี้ทยอยลดลง แต่ได้ธุรกิจเนื้อหาที่มีศักยภาพผ่าน BUG1900 BUG1113 ที่อัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า 30% และอัตราเติบโตปีละกว่า 20% และยังมีจุดขาย 283 แห่งในดิสเคาน์สโตร์ เป็นช่องบริการสร้างรายได้เพิ่มในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท