
หนุนพลังงานทดแทน ผลิตไฟฟ้าแบบถาวร
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
กระทรวงพลังงานยังคงขับเคลื่อนนโยบายพลังงานทดแทนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และสอดรับกับแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 (AEDP) ที่กำหนดเป้าหมายจะทด
แทนเชื้อเพลิงหลักให้ได้ 30% ภายในปี 2579 ซึ่งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาได้มีการจัดระเบียบโครงการพลังงานทดแทนต่างๆ ที่ค้างท่อหรือติดปัญหาอุปสรรคจนไม่สามารถเดินหน้าต่อได้มาเป็นลำดับ
อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงความสำคัญของแผนพลังงานทดแทนไว้ว่า หลายคนยังมองว่ากระทรวงพลังงานไม่สนับสนุนนโยบายพลังงานทดแทนเท่าที่ควร แต่ถ้าติดตามความก้าวหน้าของการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ล่าสุดมีการรับซื้อไฟฟ้าแล้ว 9,223 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2579 ที่ 16,778 เมกะวัตต์ ประกอบไปด้วย โรงไฟฟ้าที่จ่ายเข้าระบบแล้ว 6,380 เมกะวัตต์ ส่วนอีก 2,843 เมกะวัตต์ เป็นโครงการที่มีข้อผูกพันแล้ว
ทั้งนี้ หลักการของนโยบายพลังงานทดแทน มีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนการนำเข้าเชื้อเพลิงที่ต้องซื้อจากต่างประเทศใน 3 ประเภท คือ 1.เชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้า เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ 2.เชื้อเพลิงผลิตความร้อน เช่น น้ำมันเตา และดีเซล และ 3.เชื้อเพลิงภาคขนส่ง ซึ่งในส่วนของภาคการผลิตไฟฟ้าปัจจุบันยังต้องนำเข้าก๊าซ และมีแนวโน้มจะมากขึ้น หากไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้ ดังนั้นจะต้องมีแนวทางเพื่อลดการนำเข้า
หากพิจารณาจากแผนพลังงานทดแทน ต้องยอมรับว่าในอาเซียนไทยเดินหน้านโยบายพลังงานทดแทนมากที่สุด เนื่องจากมีทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) พลังงานลม ชีวมวล ชีวภาพ เป็นต้น โดยที่ผ่านมาโซลาร์เซลล์และลมมีผู้สนใจมาก แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการจ่ายไฟฟ้ายังไม่มีความเสถียรพอ ประกอบกับยังต้องนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ
นอกจากนี้ ผลการศึกษาและวิจัยทั่วโลกพบว่าการสร้างโรงฟ้าพลังงานทดแทนไม่ได้ลดการสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก เนื่องจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้ายังเป็นระบบ Non-Firm คือไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง
“โจทย์ของกระทรวงพลังงานวันนี้จะทำอย่างไรให้พลังงานทดแทนมีเสถียรภาพ มีสัญญาแบบ Firm โดยการผสมพลังงานหลายตัวเข้าด้วยกัน 2-3 แบบ เช่น โซลาร์เซลล์กับชีวมวล เป็นต้น เพื่อที่จะลดพลังงานจากเชื้อเพลิงหลักลง” อารีพงศ์ ระบุ
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวคิดการกำหนดมาตรฐานของราคาเชื้อเพลิงจากวัตถุดิบเหลือใช้จากภาคเกษตรที่จะนำไปเป็นเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าชีวมวล เช่น แกลบ ไม้อัดแท่ง รวมทั้งการสร้างตลาดของเชื้อเพลิงประเภทนี้เพื่อให้สามารถซื้อขายเชื้อเพลิงได้ เมื่อเทียบกับราคาก๊าซหรือน้ำมันที่สามารถเคาะราคาได้ตลอดเวลา โดยได้มอบให้ทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ไปศึกษาในเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาหากสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลขึ้นก็ต้องมองหาว่าจะไปซื้อเชื้อเพลิงวัตถุดิบที่ไหน แต่อนาคตจะสามารถมองหาได้ว่ามีผู้ผลิตไม้อัดแท่งและแกลบที่ไหน เป็นการสร้างตลาดของเชื้อเพลิงวัตถุดิบชีวมวลขึ้นมา
อารีพงศ์ กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 26 ก.ย.นี้ กระทรวงพลังงานอาจจะเสนอการทบทวนอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง หรือ Feed-in Tariff (FiT) ให้เหมาะสมกับต้นทุนปัจจุบัน โดยเฉพาะในส่วนของไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดต่ำลงจากอดีตค่อนข้างมาก จากปัจจุบันมีราคารับซื้ออยู่ที่ 5.66 บาท/หน่วย มีแนวโน้มว่าจะปรับลดลงอย่างน้อย 1 บาท/หน่วย ส่วนตัวเลขและรายละเอียดที่ชัดเจนคงต้องรอ กพช.ก่อน ส่วนพลังงานลมนั้นแม้ว่าจะมีต้นทุนที่ต่ำลงแต่ยังไม่มากนัก
“วันนี้พลังงานทดแทนไทยมีความก้าวหน้าไปมากจากประสบการณ์ที่อนุมัติและบริหารจัดการโครงการโรงไฟฟ้าจนมีปริมาณรับซื้อไฟฟ้าที่มีอยู่กว่า 9,000 เมกะวัตต์ ทำให้ทราบปัญหาต่างๆ ทำให้มีบทเรียนมากขึ้น หลักสำคัญคือพลังงานทดแทนต้องมีเสถียรภาพมากกว่านี้ จึงจะสามารถทดแทนโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักได้แบบถาวร ซึ่งอาจไม่ต้องถึงขั้นต้องทดแทนทั้งหมด เพียงแค่ 20% ก็ช่วยลดการลงทุนโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ ได้” อารีพงศ์ กล่าว
วีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) กล่าวถึงกรณีการปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้า FiT ใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานทดแทนจริงนั้น ขึ้นอยู่กับกระทรวงพลังงานจะคำนวณออกมาว่าจะมีอัตราเท่าใด ซึ่งหากพิจารณาแนวโน้มปัจจุบันในส่วนของโซลาร์เซลล์นั้น พบว่าต้นทุนลดลง ประกอบกับมีการแข่งขัน (ซัพพลาย) จำนวนมาก ซึ่งคิดว่าน่าจะปรับลดอัตรา FiT ได้
ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากลม พบว่าขณะนี้มีเอกชนเริ่มสนใจมากขึ้น เนื่องจากได้มีการพิสูจน์แล้วว่าทิศทางของลมในประเทศไทยนั้นมีความเหมาะสมจากที่มีการลงนามซื้อขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ไปแล้วกว่า 200 เมกะวัตต์ จากปริมาณการรับซื้อที่มีอยู่ 1,616 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายภายในปี 2579 ต้องรับซื้อทั้งหมด 3,002 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกันเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็มีการพัฒนาจนทำให้ต้นทุนของพลังงานลมลดลงระดับหนึ่ง
ต้องลุ้นกันต่อในการประชุม กพช. วันที่ 26 ก.ย.นี้







