
2กลุ่มฟื้น‘CEN’
2 กลุ่มธุรกิจ “ลีนะบรรจงจึงรุ่งเรืองกิจ” ร่วมสร้าง CEN “วุฒิชัย” ซีอีโอ เชื่อหุ้นขึ้นแรงจากความมั่นใจนักลงทุน เร่งสร้างผลงานโตปีละไม่ต่ำกว่า 10%
2 กลุ่มธุรกิจ “ลีนะบรรจงจึงรุ่งเรืองกิจ” ร่วมสร้าง CEN “วุฒิชัย” ซีอีโอ เชื่อหุ้นขึ้นแรงจากความมั่นใจนักลงทุน เร่งสร้างผลงานโตปีละไม่ต่ำกว่า 10%
นายวุฒิชัย ลีนะบรรจง ประธานกรรมการและเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แคปปิทอล เอ็นจิเนียริ่ง เน็ตเวิร์ค (CEN) เปิดเผยว่า ราคาหุ้น CEN ขึ้นมาแรงต่อเนื่อง คาดว่า มาจากผลประกอบการมีกำไรติดต่อกัน 4 ไตรมาส จากเคยขาดทุน เป็นผลมาจากเข้าไปแก้ปัญหา และการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารให้ดีขึ้น
นายวุฒิชัย กล่าวว่า ไม่กังวลและไม่มีความเห็นกับราคาหุ้น แต่มั่นใจอนาคต และต้องขอบคุณที่ผู้ถือหุ้น เช่น นายโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ นักธุรกิจและนักลงทุน มั่นใจเข้ามาถือหุ้น
“คิดว่าราคาหุ้นที่ขึ้นมาจากการเทิร์นอะราวด์ของธุรกิจซึ่งมีกำไรติดต่อกัน 4 ไตรมาส อนาคต CEN เป็นโฮลดิง มีบริษัทลูกที่แข็งแกร่ง และพร้อมต่อยอดธุรกิจ ทำให้ผมมั่นใจว่ารายได้แต่ละปีจะโตไม่ต่ำกว่า 10% ซึ่งการทำกำไรเป็นเรื่องที่ผมเน้นมาก” นายวุฒิชัย กล่าว
ล่าสุด บริษัท เอื้อวิทยา (UWC) บริษัทลูกได้งานใหม่ ผลิตเสาสายส่งไฟฟ้าแรงสูงให้กับบริษัท ล็อกซเล่ย์ (LOXLEY) เพื่อใช้ในโครงการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มูลค่า 310 ล้านบาท ส่งผลให้ UWC มีงานที่เซ็นสัญญาแล้ว 600 ล้านบาท รับรู้รายได้ปีนี้ 70% และครึ่งปีหลังจะเข้าประมูลอีก 4-5 โครงการ มูลค่า 400-600 ล้านบาท คาดว่าได้งานไม่ต่ำกว่า 50-70%
สำหรับบริษัท เอ็นเนซอล บริษัทลูกซึ่งทำธุรกิจพลังงานไฟฟ้าความร้อนกับอุตสาหกรรม จะเซ็นสัญญาลูกค้ารายใหม่ในเดือน ก.ย.นี้ สัญญา 15 ปี มูลค่า 3,000 ล้านบาท
นายวุฒิชัย กล่าวถึงการซื้อหุ้นบริษัท เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง (GEN) ว่า เชี่ยวชาญอยู่ในวงการก่อสร้างและพัฒนาที่ดิน เชื่อว่าจะบริหารให้ GEN รอดได้ แต่ถ้าผู้ถือหุ้น GEN ใช้สิทธิเต็มจน CEN ก็ไม่เสียใจ เพราะไม่เสียอะไร
ทั้งนี้ นายวุฒิชัย รายงานได้มาหุ้น CEN วันที่ 18-19 ส.ค. รวม 6 แสนหุ้น หุ้นละ 6.22 บาท และ 6.40 บาท ใช้เงินทั้งสิ้น 3.78 ล้านบาท
ด้านนายโกมล แจ้งว่า วันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ซื้อ CENW2 จำนวน 5.12% ทำให้มีจำนวน 41.36% ซึ่งราคาได้มาสูงสุดวันที่ 16 ส.ค. อยู่ที่ 2.62 บาท
นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวว่า ครึ่งปีแรกบริษัทใน mai จำนวน 62 บริษัท มียอดขายรวม 26,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% กำไรสุทธิรวม 1,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะที่ไตรมาส 2 กำไรสุทธิรวม 715 ล้านบาท ลดลง 9% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่มียอดขายรวมอยู่ที่ 13,299 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11%
“บริษัทที่เน้นการส่งออกมีกำไรดีขึ้นชัดเจน ส่วนบริษัทที่มีรายได้หลักจากงานโครงการได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากการชะลอหรือเลื่อนงาน” นายชนิตร กล่าว







