posttoday
เทคโนโลยีพันการเงิน บาปบริสุทธิ์ของผู้ใช้บริการ

เทคโนโลยีพันการเงิน บาปบริสุทธิ์ของผู้ใช้บริการ

25 กันยายน 2559

e-Wallet เข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็คู่ขนานไปด้วยข่าวคราวตามสื่อต่างๆ

โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ

e-Wallet เข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็คู่ขนานไปด้วยข่าวคราวตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากผู้ใช้บริการ จนเลยเถิดไปสู่การวิพากษ์อย่างแพร่หลายว่า เมืองไทยพร้อมที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินแล้วหรือไม่

ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและโลกไซเบอร์ของเมืองไทย ให้ความเห็นกับเรื่องกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Wallet ไว้อย่างน่าสนใจว่า ต้องแยกแยะประเภททของ e-Wallet ออกจากกันก่อน เพราะในปัจจุบันมีอยู่ 2 แบบ คือ Digital Money ซึ่งเป็นแบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ที่คุ้นหน้าคุ้นตาก็คือบัตรต่างๆ จำพวกบัตรเงินสด ที่ออกให้โดยร้านค้าสะดวกซื้อ หรือตามเครือข่ายมือถือต่างๆ ซึ่งบัตรประเภทนี้จะสามารถเติมเงินเข้าไปได้ เพื่อชำระสินค้าต่างๆ ตามที่แต่ละร้านค้าได้กำหนดรูปแบบขึ้นมา โดยบัตรจะมีสถานะเปรียบเหมือนกระเป๋าสตางค์ให้กับผู้ถือ เมื่อต้องการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ก็สามารถชำระผ่านบัตรนี้ได้ทันที

ขณะที่อีกแบบจะเป็นในลักษณะของแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการ ทั้ง กูเกิลเพย์ กูเกิล วอลเล็ต หรือแอปเปิ้ล วอลเล็ต เป็นต้น ซึ่งการให้บริการแบบนี้ หลายแห่งที่ผู้ให้บริการไม่ได้กำหนด “ค่าเงิน” เอาไว้ เช่น เงินสกุลต่างๆ ทั้งเหรียญสหรัฐ หรือเงินบาท แต่จะเป็นการเรียกขานตามที่ผู้เข้ามาใช้บริการเข้าใจ

แต่ที่กำลังเริ่มแพร่หลายในหลายประเทศในทวีปยุโรป แต่เป็นของใหม่สำหรับประเทศไทย หรือกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ คือ บิตคอยน์ ที่หลายร้านค้าในประเทศไทยเริ่มนำมาใช้เป็นช่องทางเชื่อมต่อกับผู้บริโภค ประโยชน์คือ ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่ต้องผ่านธนาคาร เสมือนว่าผู้ซื้อผู้ขาย หรือผู้ที่ต้องการโอนเงิน จ่ายเงิน จ่ายกันได้แบบลักษณะที่เห็นหน้ากัน แต่ความจริงแล้วเป็นการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

ปริญญา เสริมเรื่องนี้ว่า บิตคอยน์เป็นเรื่องใหม่ที่กำลังเข้ามาในประเทศไทย และต้องจับตามอง เพราะว่ากันตามจริงแล้วระบบก็ยังไม่เสถียร อีกทั้งยังไม่ได้ผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการ เรียกง่ายๆ ว่ายังไม่มีกฎหมายเข้ามากำกับดูแล และแน่นอนว่ามิจฉาชีพจ้องเรื่องนี้อยู่เช่นกัน เพราะด้วยตัวเทคโนโลยีที่ยังไม่เสถียร ยังไม่นิ่ง หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเป็นตลาดสีเทาก็คงไม่ผิดนัก

“แต่แลกด้วยคำที่ว่าไร้ค่าธรรมเนียม หรือค่าธรรมเนียมน้อยมาก ทำให้คนก็เริ่มหันมาใช้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกมากับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดการแฮ็กข้อมูลของมิจฉาชีพได้ด้วย และเมื่อเกิดเหตุการเรียกร้องความเสียหายจะเป็นไปได้ยาก” ปริญญา ให้ความเห็น

หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ของเมืองไทยผู้นี้ ยังพูดถึงความปลอดภัยที่ข้องเกี่ยวกับการทำธุรกรรมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบต่างๆ ทั้งพร้อมเพย์ e-Wallet หรือแม้แต่เทคโนโลยี แอพพลิเคชั่นอีกหลากหลายที่กำลังเข้ามาเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน ความเสี่ยง เปอร์เซ็นต์ของความปลอดภัยที่หลายคนกังวลนั้น ปริญญา เน้นย้ำว่า ผู้ใช้จะต้องชั่งน้ำหนักเอาเอง

“ไม่มีอะไรที่ปลอดภัย 100% แต่ขณะเดียวกันเมื่อเราคิดจะใช้เทคโนโลยีที่ต้องไปข้องเกี่ยวกับด้านการเงินของตัวเอง คำถามคือ ผู้ใช้รู้แน่แท้ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีนั้น หรือแอพพลิเคชั้นนั้นแล้วมากน้อยแค่ไหน และคำถามต่อมาที่สำคัญที่สุด คือ ผู้ใช้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีนั้นหรือไม่ หากไม่ ก็ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว ใช้รูปแบบเดิม เดินไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็มก็ได้เช่นกัน และไม่ต้องพะวงกับความเสี่ยงต่างๆ ด้วย แต่หากพร้อมและเห็นว่าสะดวก ไม่ประมาทในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวกับใคร ก็จงใช้ซะ” ปริญญา แนะนำ

ปริญญา เสริมอีกว่า ที่เกิดเรื่องราวกันเกี่ยวกับการถูกแฮ็กข้อมูล ทำให้ต้องสูญเสียเงินทองผ่านเทคโนโลยีนั้น พบว่า 90% ที่มิจฉาชีพแฮ็กข้อมูลผ่านมือถือสมาร์ทโฟน จะเกิดกับระบบโทรศัพท์ประเภท Android มากที่สุด ขณะที่อีก 10% เกิดความบกพร่องของผู้ให้บริการ คือธนาคาร และกลุ่มสื่อสารอื่นๆ เท่านั้น และผมยังไม่เคยเห็นแฮ็กเกอร์คนไหนสามารถแฮ็กมือถือระบบ iOS ได้เลย

“แต่ก็ย้อนกลับไปว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ต้องไปถามผู้ใช้ด้วยว่า ได้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้ใครเห็นหรือไม่ และทราบกันหรือไม่ว่า 20% ของคนไทยที่ใช้สมาร์ทโฟน ไม่ได้ตั้งรหัสล็อกมือถือของตัวเองเอาไว้ นั่นเพราะความมักง่าย เอาสบายเข้าว่า เมื่อโทรศัพท์หาย ก็เท่ากับว่ากระเป๋าสตางค์ของตัวเองหายไปด้วย เพราะในมือถือมีทั้งแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการเงินต่างๆ เมื่อเกิดเรื่องก็ยากที่จะตามตัวคนร้าย ดังนั้น จะไปโทษระบบไม่ได้ หรือโทษหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้ ต้องหันมาโทษตัวเองกันด้วยว่าประมาทหรือไม่ รอบคอบดีหรือยังที่จะใช้เทคโนโลยี” ปริญญา ให้ความเห็น

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าว ปริญญา มองว่า เป็น “บาปบริสุทธิ์” เพราะผู้ใช้เองก็เข้าไม่ถึงความรู้และข้อมูลของการใช้เทคโนโลยี เมื่อเกิดเรื่องจำเป็นต้องไปร้องเรียกค่าเสียหายกับทางผู้ให้บริการ ซึ่งขณะเดียวกันผู้ให้บริการก็มีกฎมีระเบียบที่กำหนดเอาไว้แล้วก่อนที่ผู้ใช้บริการจะยินยอมทำธุรกรรมออนไลน์

แน่นอนว่าทั้งหมดเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้คนเกิดความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีช่องโหว่ให้กับกลุ่มมิจฉาชีพเข้ามาหลอกลวงเหยื่อผ่านเทคโนโลยีก็ยังมีอยู่ไม่น้อย แต่เหนือเหตุผลใด การทำความเข้าใจของผู้ใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการเงินก็เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท