posttoday
มนุษย์ดิจิทัลมาแรง ธนาคารกลางต้องปรับตัว

มนุษย์ดิจิทัลมาแรง ธนาคารกลางต้องปรับตัว

21 กันยายน 2559

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ธนาคารเอชเอสบีซี รายงานบทวิจัยเรื่อง The rise of digital natives ระบุว่า ธนาคารกลางและรัฐบาลประเทศต่างๆ อาจต้องเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องต่างๆ ทางเศรษฐกิจ เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ว่าจะยังเป็นมาตรวัดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมหรือไม่ ธนาคารกลางควรปรับลดดอกเบี้ยจากการที่เงินเฟ้อต่ำหรือไม่ เพราะกลุ่มคนที่เกิดและเติบโตในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Natives) ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มขึ้น สร้างแรงกดดันต่อราคา และทำให้เงินเฟ้อต่ำลง 

ผลวิจัยเอชเอสบีซี ชี้ว่า การเกิดขึ้นของกลุ่มคน Digital Natives ทำให้ปัจจัยด้านรสนิยมและเทคโนโลยี มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในการขับเคลื่อนการบริโภค และด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทดแทนเทคโนโลยีแบบเดิม เช่น การซื้อสินค้าทางออนไลน์ เพลง การคมนาคมขนส่ง และการท่องเที่ยว และนำไปสู่กระแสการเกิดขึ้นของบริษัทอย่าง Amazon, Spotify, Uber และ Airbnb วิถีการบริโภคจึงเปลี่ยนแปลงไปมากจากเมื่อ 5 ปีก่อน

ทั้งนี้ จำนวน Digital Natives ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจากตัวเลขคร่าวๆ ในปัจจุบัน 430 ล้านคนไปเป็น 2,300 ล้านคนภายในปี พ.ศ. 2573 กลุ่ม Digital Natives ในที่นี้ถูกนิยามว่าเป็น ผู้ที่ได้ใช้ชีวิตช่วงมัธยมศึกษาในประเทศที่มีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตเกินกว่า 50% ซึ่งมีนัยสำคัญต่อเงินเฟ้อ การเติบโตและนโยบายทางเศรษฐกิจ

เพราะกลุ่ม Digital Natives วัยหนุ่มสาวทุกวันนี้มีความต้องการบริโภคที่แตกต่างกัน การเติบโตขึ้นในสังคมที่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว จึงมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่กลุ่มคนเหล่านี้จะเปิดรับนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน กลุ่ม Digital Natives มีจำนวนราว 9% ของประชากรทั้งหมดทั่วโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 30% ภายในปี 2573 และเกินกว่า 50% ภายในปี 2593 จำนวนผู้ใช้งานดิจิทัลจะเพิ่มขึ้นอีกมาก

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มขึ้นสร้างแรงกดดันต่อราคา ส่งผลให้ราคาต่ำลง ซึ่งอาจมาจากการมีข้อมูลที่มากขึ้นเกี่ยวกับผู้บริโภค ห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพขึ้น การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางเลือกได้เพิ่มขึ้น หรือเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ที่มีราคาถูกลง ซึ่งควรจะนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำลง

และนี่เองจึงเป็นเรื่องน่าปวดหัวของผู้กำหนดนโยบาย รัฐบาลที่มีระดับหนี้สูง และธนาคารกลางที่มีกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อมีความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อต่ำ แต่ถ้าหากเงินเฟ้อลดลงอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น ไม่ได้เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังแย่ลง (เนื่องจากผู้บริโภคจะได้ประโยชน์) และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจไม่ใช่คำตอบ

นัยทั้งหมดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับว่าตลาดแรงงานจะตอบสนองอย่างไรและผลิตภาพแรงงานจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ อีกด้านหนึ่ง การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นทุกอุตสาหกรรมทำให้ยอดขายหรือรายได้ไม่กระเตื้องขึ้นได้ บริษัทต่างๆ จะต้องหาวิธีเพิ่มผลิตภาพหรือพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการทำกำไร และนี่อาจหมายถึงการเติบโตของค่าจ้างแท้จริงที่สูงขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นผลจากค่าจ้างที่สูงขึ้น หรือจากเงินเฟ้อที่ลดต่ำลง

ขณะที่เทคโนโลยีอาจจะทดแทนงานบางอย่าง สะท้อนถึงแรงงานแยกออกเป็นสองส่วนชัดเจนขึ้น ค่าจ้างอาจเติบโตได้ต่ำในหมู่แรงงานฝีมือต่ำที่แย่งกันทำงานประเภทที่ไม่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้ หรือมาจากการที่บริษัทตรึงค่าจ้างเพื่อรักษาระดับผลกำไร ในกรณีเช่นนั้น อาจจะไม่เห็นการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ผู้บริโภค

แต่ที่แน่ๆ คือ กลุ่ม Digital Natives จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในจำนวน ประชากรทั้งหมด และกระแสความนิยมของเทคโนโลยีดิจิทัลจะมีบทบาทอย่างมากต่อวิถีการบริโภค

ในโลกปัจจุบัน ทั้งธนาคารกลางและรัฐบาลต่างๆ อาจจะต้องเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องต่างๆ เช่น จีดีพียังถือเป็นมาตรวัดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมหรือไม่หากเทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ธนาคารกลางควรจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยจากเงินเฟ้อต่ำหรือไม่ หากต้นเหตุคือความก้าวหน้าทางฝั่งอุปทานแทนที่จะเป็นอุปสงค์ที่ซบเซา เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการลดลงของความสามารถในการปรับราคาตามต้นทุนของบริษัทต่างๆ จะไม่นำไปสู่การลงทุนที่อ่อนแอ หรือ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้จะเพิ่มขึ้นหรือไม่ และจะดำเนินนโยบายการคลังเพื่อจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างไร

จึงมีความท้าทายต่างๆ มากมาย เนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเราจะเห็นแนวโน้มการบริโภคเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท