posttoday
จัดการความเสี่ยงหุ้นด้วยเทคนิค ทยอยซื้อแบบสามเหลี่ยมฐานกว้าง

จัดการความเสี่ยงหุ้นด้วยเทคนิค ทยอยซื้อแบบสามเหลี่ยมฐานกว้าง

21 กันยายน 2559

โดย...ดร. ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ ผู้บริหาร K-Expert ธนาคารกสิกรไทย

โดย...ดร. ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ ผู้บริหาร K-Expert ธนาคารกสิกรไทย

ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวไว้ว่าศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตเราก็คือตัวเราเอง คำสอนนี้ให้ข้อคิดเชิงธรรมะที่ลึกซึ้ง โดยเรามักกล่าวโทษการกระทำของบุคคลหรือสถานการณ์ที่เราไม่พอใจว่าเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ แต่หากพิจารณาให้ดีจะพบว่าบ่อยครั้งต้นเหตุนั้นมาจากตัวเรา การประสบความเดือดร้อนต่างๆ มักเป็นเพราะเราไม่สามารถระงับความโลภ โกรธ หลง ได้

หลักธรรมนี้ยังให้แง่คิดที่สำคัญกับการลงทุน เรามักอธิบายเหตุที่ทำให้ขาดทุนว่ามาจากภาวะตลาด ทั้งๆ ที่ต้นตอของความผิดพลาดนั้นอาจอยู่ที่ “สไตล์การลงทุน” ของเราก็เป็นได้

ผู้ลงทุนที่ขาดประสบการณ์มักตัดสินใจด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล อันเนื่องจากสัญชาตญาณแห่ตามกันเป็นฝูง (Herd Instinct) การเลี่ยงผลขาดทุน (Loss Aversion) และอคติต่างๆ ทำให้มักฮึกเหิมกล้าซื้อหุ้นเมื่อราคาปรับตัวขึ้นสูงแล้ว รวมทั้งเลี่ยงการซื้อหุ้นในช่วงตลาดย่ำแย่ ทำให้สุดท้ายแล้วมักได้ของแพงหรือไม่ก็พลาดโอกาสลงทุนที่จะให้กำไรงาม

เราลองพิจารณาเรื่องอื่นๆ ในชีวิตกันบ้าง คนโดยส่วนใหญ่เวลาเริ่มเรียนว่ายน้ำก็มักอยากให้ครูฝึกสอนท่าฟรีสไตล์ เพราะวาดฝันไปว่าตัวเองจะว่ายน้ำได้เร็วและสนุก แต่ครูฝึกที่ดีจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสอนให้เราสามารถลอยตัวในน้ำได้คล่องก่อนเสมอ เนื่องจากผู้มีประสบการณ์ย่อมรู้ดีว่าการว่ายเร็วไม่ได้ช่วยอะไรเลย หากเกิดเหตุจมน้ำระหว่างทาง ซึ่งอาจทำให้ไม่มีโอกาสได้ว่ายต่ออีกเป็นครั้งที่สอง

กิจกรรมหรือกีฬาที่มีความเสี่ยงอื่นๆ ก็เช่นกัน นักมวยที่ตั้งการ์ดไม่เป็นจะมีโอกาสแพ้ในยกแรกสูง ส่วนนักแข่งรถที่ชะลอตอนเข้าโค้งไม่เป็นก็มักไปไม่ถึงเส้นชัย

ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ลงทุนที่หวังแต่จะเอากำไร โดยไม่ได้ฝึกเตรียมการล่วงหน้าว่าหากขาดทุนแล้วจะต้องทำอย่างไรนั้น มักเป็นผู้แพ้ในตลาด

เทรดเดอร์มืออาชีพที่ซื้อขายค่าเงินหรือตราสารอนุพันธ์เป็นประจำนั้นมีเป้าหมายที่การทำกำไรก็จริง แต่ก็ไม่ลืมว่าจะต้องปกป้องเงินทุนให้เหลือมากพอสำหรับเทรดในวันต่อไป (To Live To Trade Another Day) เพราะภาวะตลาดเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ หากวันใดเทรดแล้วขาดทุนมหาศาล จะทำให้การทำงานตลอดช่วงที่เหลือของปีเหนื่อยขึ้นมาก เพราะจำเป็นต้องหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าปกติ เพื่อมาคูณกับเงินจำนวนน้อยนิดในมือ ให้ได้กำไรจำนวนบาทหรือเหรียญสหรัฐที่ต้องการ

ดังนั้น ในช่วงตลาดขาขึ้นนั้นผู้มีประสบการณ์มักให้ความระมัดระวัง ไม่ถมเงินซื้อหุ้นเพื่อหวังจะได้กำไรมากๆ เพราะการกระทำเช่นนั้นทำให้ต้องแบกรับความเสี่ยงเป็นทวีคูณ ความเสี่ยงแรกคือโอกาสที่หุ้นจะปรับตัวเป็นขาลง (Downside Risk) ไม่ว่าจะเป็นในเชิงเทคนิค ซึ่งหุ้นขาขึ้นกำลังวิ่งไปทดสอบแนวต้าน หรือในเชิงพื้นฐานซึ่งค่า P/E (Price-to-Earnings) ของตลาดอาจอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ความเสี่ยงอีกประการหนึ่งคือการถือครองหุ้นในมือเป็นจำนวนมาก (Exposure Risk) ทำให้การเปลี่ยนแปลงของราคาหนึ่งขั้นจะมีผลต่อขนาดของกำไรหรือขาดทุนรุนแรงกว่าเดิม

ลองมาดูตัวอย่างเปรียบเทียบนี้กันครับ สมมติว่าหุ้นตัวหนึ่งราคาร่วงลงมาที่ 50 บาท/หุ้น นายใจเด็ดเข้าซื้อจำนวน 1,000 หุ้นที่ราคานี้ ต่อมาราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 60 บาท ก็เข้าซื้อเพิ่มอีก 2,000 หุ้น และเมื่อราคาวิ่งไปถึง 75 บาทก็ซื้อหุ้นเพิ่มอีกถึง 4,000 หุ้น ทำให้โดยรวมแล้วมีหุ้นในมือทั้งหมด 7,000 หุ้น

ส่วนนายมั่นคงทำอีกแบบหนึ่ง กล่าวคือเข้าซื้อหุ้นที่ราคา 50 บาทจำนวน 4,000 หุ้น พอราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นก็ลดจำนวนการซื้อลง โดยที่ราคา 60 บาทและ 75 บาทนั้น ซื้อด้วยจำนวน 2,000หุ้น และ 1,000 หุ้น ตามลำดับ

ต่อมา หากราคาหุ้นพุ่งไปต่อที่ 80 บาท การคำนวณในตารางแสดงให้เห็นว่านายใจเด็ดจะมีกำไร 9 หมื่นบาท ส่วนนายมั่นคงจะมีกำไรสูงกว่าคือ 1.65 แสนบาท ส่วนกรณีที่ราคาหุ้นร่วงลงมาที่ 60 บาทนั้น นายใจเด็ดจะขาดทุน 5 หมื่นบาท ส่วนนายมั่นคงยังมีกำไรติดมือเล็กน้อยที่ 2.5 หมื่นบาท

ตัวอย่างนี้สื่อให้เห็นว่าการเข้าซื้อหุ้นด้วยจำนวนมากขึ้นเมื่อราคาสูงคล้ายแบบสามเหลี่ยมกลับหัวนั้น จะให้ผลลัพธ์ที่แย่กว่าการซื้อแบบสามเหลี่ยมฐานกว้าง คือซื้อน้อยลงเมื่อราคาเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการต้องรับความเสี่ยงสองต่อคือ Downside Risk และ Exposure Risk พร้อมกัน

ผมทราบดีว่าสถานการณ์ลงทุนจริงย่อมซับซ้อนกว่านี้ เพราะราคาหุ้น 50 บาทในตัวอย่างนั้นอาจไม่ใช่จุดต่ำสุดเสมอไป ทำให้การตัดสินใจซื้อหุ้นของนายมั่นคงจำนวน 4,000 หุ้นในไม้แรกนั้น ทำให้เกิดผลขาดทุนมากกว่านายใจเด็ดซึ่งเก็บหุ้นไปเพียง 1,000 หุ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ดี แนวคิดการทยอยซื้อแบบสามเหลี่ยมฐานกว้างนั้นยังคงใช้ได้อยู่แม้ว่าตลาดหุ้นจะอยู่ในภาวะขาลง เพราะนายมั่นคงจะเข้าซื้อหุ้นมากขึ้นเมื่อราคาลดต่ำ ขณะที่นายใจเด็ดซึ่งตัดสินใจซื้อขายด้วยอารมณ์จะไม่กล้าซื้อเพิ่มอีก จึงพลาดโอกาสในการเก็บของดีราคาถูก

การจะวางแผนทยอยซื้อแบบสามเหลี่ยมฐานกว้างได้นั้นจำเป็นต้องมีการเตรียมการเป็นอย่างดี ผมแนะนำให้เริ่มด้วยการกำหนดงบประมาณการเข้าซื้อหุ้นแต่ละตัว แล้วแบ่งเงินเป็นส่วนๆ สัก 3-5 ก้อน เพื่อเข้าซื้อตามระดับราคาหุ้นที่เรากำหนดไว้ โดยมีเงื่อนไขว่าที่ระดับราคาถูกกว่าจะจัดสรรเงินซื้อหุ้นจำนวนมากกว่า

ลองปรับใช้เทคนิคการลงทุนนี้ดูครับ ผมไม่สามารถบอกได้ว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จด้วยวิธีการนี้ เนื่องจากสไตล์การลงทุนแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยก็ได้นำมาเล่าสู่กันฟังเผื่อท่านที่กำลังเริ่มต้นจะลงทุนได้อย่างมีแบบแผนมากขึ้นครับ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์