
ข้าวอินทรีย์ ปลุกชาวนา(2)
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
จากปัจจุบันผู้บริโภคตื่นตัวและห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การผลิตสินค้าเกษตรโดยพึ่งพาสารเคมีเริ่มถูกปฏิเสธและถูกกีดกันมากขึ้น ทำให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้รับความสนใจและจะทวีความสำคัญยิ่งๆ ขึ้นในอนาคต ประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลก ก็ได้มีการริเริ่มและทำการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งพืชสำคัญแรกๆ ที่มีการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก ก็คือ ข้าวอินทรีย์
ข้าวอินทรีย์เป็นการผลิตข้าวที่หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทุกชนิด ซึ่งไทยได้กำหนดมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ในปี 2543 และตั้งสำนักงานมาตรฐานอินทรีย์เพื่อเป็นองค์กรในการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานพืชอินทรีย์ สำหรับตลาดข้าวอินทรีย์เกือบทั้งหมดอยู่ในต่างประเทศโดยเฉพาะสหภาพยุโรป เนื่องจากราคาสูง
พื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์แหล่งภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ในปัจจุบันพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากลแล้วมีจำนวน 52,181.25 ไร่ ในแต่ละปีไทยมีปริมาณการผลิตข้าวอินทรีย์ประมาณ 1.5 หมื่นตัน แหล่งปลูกข้าวอินทรีย์ในประเทศไทย 80% เป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ราคาข้าวอินทรีย์บรรจุถุงสูงกว่าข้าวสารบรรจุถุง 20% ราคาข้าวเปลือกอินทรีย์ที่เกษตรกรขายได้จะสูงกว่าราคาข้าวเปลือกโดยทั่วไปประมาณ 10% สำหรับราคาข้าวอินทรีย์ในตลาดต่างประเทศสูงกว่าราคาข้าวสารทั่วไป 25-30%
ราคาข้าวในแต่ละระดับมีการกำหนดฐานราคาที่ต่างกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นแรงจูงใจให้บรรดาเกษตรกรขยายการผลิตข้าวอินทรีย์คือ ข้าวปลอดสารพิษกำหนดราคาสูงกว่าข้าวในตลาดทั่วไป 20 สต./กก. ส่วนข้าวปฐมอินทรีย์ราคาสูงขึ้นจากข้าวปลอดสารพิษ 1 บาท/กก. ระดับต่อๆ มาราคาจะสูงขึ้นระดับละ 1 บาท/กก.เช่นกัน ซึ่งเมื่อเกษตรกรสามารถผลิตข้าวมาตรฐานอินทรีย์แล้วราคาจำหน่ายจะสูงกว่าข้าวในตลาดทั่วไปประมาณ 3.20 บาท/กก ดังนั้นจึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่คนไทยจะได้รับประทานข้าวอินทรีย์ของคนไทยด้วยกันในราคาที่สูงกว่าข้าวปกติ ซึ่งถ้าทราบกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันของชาวไร่ชาวนาแล้ว ยอมรับเลยว่าท่านจะไม่ปฏิเสธที่จะยอมจ่ายเลย







