
หลักสูตรปลดหนี้วิชานี้โรงเรียนไม่มีสอน
ชมรมหนี้บัตรเครดิตฯ นำมาประยุกต์เป็น “โครงการฝึกอบรมในหลักสูตรวิธีแก้ปัญหาหนี้” ที่ในปัจจุบันมีอยู่ 4 หลักสูตร และทั้ง 4 หลักสูตรนี้คงไม่มีโรงเรียนไหนมีสอน....
ชมรมหนี้บัตรเครดิตฯ นำมาประยุกต์เป็น “โครงการฝึกอบรมในหลักสูตรวิธีแก้ปัญหาหนี้” ที่ในปัจจุบันมีอยู่ 4 หลักสูตร และทั้ง 4 หลักสูตรนี้คงไม่มีโรงเรียนไหนมีสอน....
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
เห็นสารพัดโครงการแก้หนี้ประชาชนของรัฐบาลแล้ว คงต้องชื่นชมในความตั้งใจดี โดยเฉพาะความพยายามที่จะให้การแก้ปัญหานี้เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ไม่แจกเงิน ไม่ชำระหนี้แทน และไม่คิดดอกเบี้ยต่ำเกินไป ทั้งยังจะพัฒนาให้หลุดพ้นจากคำว่า “ลูกหนี้” เพราะไม่มีหนี้ดีที่สุด
แต่ยังมีคำถามว่า วิธีการที่รัฐบาลนำมาใช้มันถูกต้อง และทำให้บรรลุผลตามความตั้งใจของรัฐบาลได้จริงหรือ เพราะในที่สุดมันก็เป็นเพียงแค่ “การย้ายหนี้” ซึ่งไม่ใช่วิธีที่จะทำให้ลูกหนี้หมดหนี้ได้จริงๆ
และถ้าไปถาม ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งจัด “อบรมแก้ปัญหาหนี้” ให้กับพนักงานบริษัทต่างๆ ที่สนใจ จะบอกได้เลยว่า วิธีการของรัฐบาลยังไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง
เหมือนที่กรรมการชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค หนึ่งในผู้ดูแลการอบรมและวิทยากรในการอบรม ซึ่งใช้นามแฝงว่า “ซันชายน์” เชื่อว่า “สิ่งที่รัฐบาลทำไม่ใช่การปลดหนี้ แต่เป็นการดึงเวลา ซึ่งมันก็คือ ระเบิดเวลา เพราะแนวทางที่รัฐบาลทำ พวกเราเคยทำมาหมดแล้ว และทำให้รู้ว่า มันไม่ใช่วิธีการที่ทำให้หมดหนี้ แต่มันจะยิ่งทำให้กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง”
ขณะที่วิธีแก้ปัญหาหนี้ที่ถูกต้องและทำให้หมดหนี้จริงๆ ตามแนวทางของชมรมหนี้บัตรเครดิตฯ คือ “ลูกหนี้ต้องหยุดหมุนเงิน หยุดการกู้เงินที่ใหม่มาจ่ายหนี้เก่า เพราะมันทำให้ลูกหนี้มีหนี้เพิ่มมากขึ้น จากนั้นจัดระบบการเงินใหม่ เก็บเงินและใช้หนี้จากรายได้ของตัวเองไม่ใช่เงินที่มาจากการกู้ยืม ซึ่งต้องใช้ความอดทนและระยะเวลาพอสมควรกว่าจะเห็นผล”
และแนวทางนี้เองที่ชมรมหนี้บัตรเครดิตฯ นำมาประยุกต์เป็น “โครงการฝึกอบรมในหลักสูตรวิธีแก้ปัญหาหนี้” ที่ในปัจจุบันมีอยู่ 4 หลักสูตร และทั้ง 4 หลักสูตรนี้คงไม่มีโรงเรียนไหนมีสอน
หลักสูตร 1 ทางลัดกำจัดหนี้
ทางลัดกำจัดหนี้ หรือ The Best Way จะใช้เวลาในการอบรม 4 ชั่วโมง
ซันชายน์ บอกว่า หลักสูตร “ทางลัดกำจัดหนี้” จะเน้นไปที่การแก้ปัญหาหนี้ในระบบ โดยให้ความรู้ในการแก้ปัญหาสำหรับคนที่เป็นหนี้แล้ว ทั้งการให้ข้อมูลการปลดหนี้ที่ถูกต้องเป็นระบบ ข้อเท็จจริงการทวงหนี้โหด วิธีการชำระหนี้ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตัวอย่างของคนที่ผ่านประสบการณ์หนี้มาแล้ว
นอกจากนี้ ยังเน้นไปที่การใช้รายได้ของตัวเองในการชำระหนี้ โดยไม่ไปก่อหนี้เพิ่ม เพื่อมาชำระหนี้ จึงเป็นหลักสูตรที่เหมาะสำหรับคนที่เป็นหนี้และใช้วิธีแก้ปัญหาไม่ถูกต้องจนทำให้ปัญหาหนี้ของตัวเองหนักมากขึ้น
“เราจะให้ข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมด แต่อาจจะเป็นแค่หลักสูตรย่อๆ เพราะจะใช้เวลาในการอบรมประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง และอีกครึ่งชั่วโมงจะปล่อยให้เป็นการซักถาม แต่เหมาะกับบริษัทที่มีเวลาอบรมไม่มาก” ซันชายน์ ระบุ
หลักสูตร 2 สู้วิกฤตพิชิตหนี้
สู้วิกฤตพิชิตหนี้ หรือ The Golden Way ใช้เวลาการอบรม 6 ชั่วโมง
ซันชายน์ บอกว่า เนื้อหาจะเป็นแบบเดียวกับหลักสูตร “ทางลัดกำจัดหนี้” แต่จะเจาะลึกมากขึ้น มีรายละเอียดมากขึ้น โดยจะมีทั้งการแก้ปัญหาหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ เพราะการแก้ปัญหาหนี้ในระบบและนอกระบบมีวิธีที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ ยังอบรมไปจนถึงเรื่องการจัดระบบการเงิน การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การลดรายจ่าย การออมเงินที่ถูกต้อง รวมถึงการใช้ชีวิตหลังจากปลดหนี้เรียบร้อยแล้ว โดยเน้นการใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้เป็นหลักสูตรที่เหมาะกับคนทุกประเภท ทั้งคนที่เป็นหนี้แล้ว คนที่ยังไม่เป็นหนี้ และคนที่กำลังคิดจะก่อหนี้
“หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะผู้เข้าอบรมจะได้ข้อมูลที่ครบถ้วนจริงๆ เพราะมีระยะเวลาการอบรมที่นานพอ ทำให้ไม่ต้องเร่งรีบมากนัก โดยผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ได้จริง ทำให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้” ซันชายน์ กล่าว
หลักสูตร 3 แก้หนี้แบบมือโปร
แก้หนี้แบบมือโปร หรือ To Be The Expert ใช้เวลาในการอบรม 6 ชั่วโมง
หลักสูตรนี้จะจัดให้เฉพาะคนที่ผ่านการอบรมหลักสูตรทางลัดกำจัดหนี้ หรือ หลักสูตรสู้วิกฤตพิชิตหนี้ มาแล้วเท่านั้น เพราะเป็นหลักสูตรที่ต่อยอดจากทั้งสองหลักสูตรในเบื้องต้น โดยจะเน้นที่การฝึกในภาคปฏิบัติในเชิงลึกยิ่งขึ้น เช่น การคำนวณภาระหนี้สิน ค่าใช้จ่ายต่างๆ การคำนวณรายรับรายจ่าย การพิจารณาหมายศาล และเน้นการคิดดอกเบี้ย โดยเฉพาะการคำนวณดอกเบี้ยตามคำพิพากษา
หลักสูตรพิเศษ
ซันชายน์ บอกว่า หลักสูตรพิเศษที่ใช้เวลาในการอบรม 1 วันเต็มๆ นั้นจะเป็นการผสมผสานระหว่างการอบรมในหลักสูตรทางลัดกำจัดหนี้ ที่ใช้เวลาอบรม 4 ชั่วโมงในช่วงเช้า จากนั้นในช่วงบ่ายจะเป็นการให้คำปรึกษากับคนที่มีปัญหาหนี้แบบตัวต่อตัว คนละประมาณ 20-30 นาที โดยผู้ให้คำปรึกษาจะเป็นกรรมการชมรมหนี้บัตรเครดิตฯ ที่มีประสบการณ์
อย่างไรก็ตาม ซันชายน์ บอกว่า แม้จะกำหนดการอบรมไว้ 4 หลักสูตร แต่ทุกหลักสูตรสามารถปรับเนื้อหาและระยะเวลาอบรมให้สอดคล้องกับความต้องการของบริษัทที่เชิญไปอบรมได้
“สิ่งที่เราพบจากการไปอบรมในบริษัทต่างๆ คือ พนักงานบริษัทในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะเน้นไปที่ปัญหาหนี้ในระบบ ซึ่งมีทั้งหนี้กับธนาคารและหนี้กับบริษัทที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือที่เรียกว่า นันแบงก์ และมีปัญหาหนี้นอกระบบอยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นพนักงานบริษัทในต่างจังหวัดจะเป็นปัญหาหนี้กับนันแบงก์และหนี้นอกระบบ” ซันชายน์ กล่าว
กว่าจะมาเป็นหลักสูตรแก้หนี้
ต้องบอกว่า ชมรมหนี้บัตรเครดิตฯ พยายามหาทางช่วยแก้ปัญหาภาระหนี้สินรุงรังของประชาชนมาระยะหนึ่งแล้ว (ตั้งแต่ยังไม่ได้ก่อตั้งเป็นชมรมอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนในวันนี้) แต่ก่อนหน้านี้ยังเป็นเพียงการพูดคุย ให้ความรู้ และช่วยเหลือคนที่เข้ามาพูดคุยในเว็บบอร์ด “คนยิ้มสู้หนี้” (www. consumerthai.org)
“ผู้ที่เข้ามาศึกษาข้อมูลในเว็บบอร์ดของชมรมส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่แก้ปัญหาหนี้แบบผิดๆ จนมีหนี้สินเยอะมาก กว่าจะแก้ปัญหาหนี้ของตัวเองได้ก็ใช้เวลานาน กรรมการชมรมในเวลานั้นเห็นว่า สิ่งที่ควรทำคือต้องพยายามกระจายข้อมูลการแก้ปัญหาหนี้ที่ถูกต้องให้คนอื่นๆ รู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ซันชายน์ เล่าถึงที่มาของการจัดทำหลักสูตรอบรม
จนในปี 2550 อิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จึงเริ่มโครงการฝึกอบรมตามบริษัทต่างๆ ขึ้น เพื่อกระจายข้อมูลและวิธีการแก้ปัญหาหนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในปีแรกๆ การอบรมยังมีไม่มากนัก แต่นับตั้งแต่ปลายปี 2551 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ การอบรมจึงเริ่มได้รับความนิยมจากบริษัทต่างๆ มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ช่วงแรกที่เริ่มอบรม หลักสูตรและเนื้อหาต่างๆ ยังไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ทำให้ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่ไม่เข้าใจและไม่แน่ใจว่าวิธีการที่แนะนำจะทำได้ผลจริงๆ ทำให้บางคนเลือกใช้วิธีการแก้หนี้ที่ไม่เหมาะกับตัวเอง จึงทำให้ต้องปรับเนื้อหาในการอบรมกันใหม่จนได้หลักสูตรที่เรียกได้ว่า สมบูรณ์แบบ
“ตอนนี้เราใช้วิธีการอบรมโดยพูดถึงวิธีการแก้ปัญหาหนี้แต่ละวิธี อธิบายทั้งข้อดีข้อเสียสิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่ห้ามทำอย่างละเอียด โดยมีตัวอย่างจริงจากตัววิทยากรเองและตัวอย่างที่ได้มาจากการอบรมแต่ละที่ นอกจากนี้ยังมีเวลาให้ผู้เข้าอบรมถามข้อสงสัย ทำให้ผู้เข้าอบรมมองเห็นภาพรวมการแก้ปัญหาหนี้ได้อย่างชัดเจน เลือกวิธีที่เหมาะสม และนำไปใช้อย่างได้ผล” ซันชายน์ กล่าว
ทำไมต้องเข้าห้องเรียน
ซันชายน์ บอกว่า บริษัทที่ต้องการจัดอบรมเรื่องการแก้ปัญหาหนี้ให้กับพนักงาน มักจะเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับพนักงาน อยากให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข มีกำลังใจในการทำงาน ไม่ใช่ทำงานด้วยความเครียดจากปัญหาหนี้สินรุมเร้า เพราะพนักงานบางคนเครียดและท้อจนยอมลาออกจากงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะมันจะยิ่งทำให้ชีวิตแย่ลง
ปัญหาหลักที่แต่ละบริษัทพบเมื่อพนักงานมีปัญหาหนี้สิน คือ
- พนักงานไม่มีกำลังใจในการทำงาน
- พนักงานเครียดมาก สุขภาพจิตเสียจนทำงานไม่ได้
- พนักงานมีปัญหาหนี้สินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
- พนักงานลาออกเพื่อหนีปัญหาทำให้บริษัทขาดแรงงานและต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มและใช้เวลานานในการฝึกบุคลากรขึ้นมาทำงานแทนผู้ที่ลาออกไป แต่หลังจากการอบรม จะทำให้ ทั้ง ผู้บริหาร ฝ่ายบุคคล และตัวพนักงานที่เป็นหนี้ รวมทั้งเพื่อนพนักงานเข้าใจตรงกันว่า
- ไม่จำเป็นต้องไปกู้เงินเพิ่ม ก็สามารถหมดหนี้ได้
- ไม่จำเป็นต้องลาออกเพื่อหนีหนี้ เพราะจะทำให้เสียโอกาสดีๆ ในชีวิต
- เป็นหนี้ก็สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ความสุข ไม่จำเป็นต้องเครียด
- แค่ตั้งใจทำงาน จัดระบบการเงินใหม่ ประหยัดอดออมให้มากขึ้นอีกหน่อย และใช้เวลาสักระยะก็หมดหนี้ได้เช่นกัน
คนที่เข้ามาอบรมจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกจะไม่มีหนี้ กลุ่มที่สองมีหนี้แต่สามารถจัดการได้ และกลุ่มที่สามจะมีหนี้เยอะจนเริ่มใช้วิธีการหมุนเงิน ซึ่งคนกลุ่มที่สามจะสนใจการอบรมมาก ขณะที่กลุ่มที่หนึ่งและสองจะรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้เข้ามาอบรม จึงไม่สนใจการอบรมมากนัก
“แต่เราจะเล่าให้เขาฟังว่า ทุกคนก็เริ่มจากการไม่มีหนี้ และมีหนี้แต่สามารถจัดการได้มาก่อนเหมือนกัน แต่เป็นเพราะใช้ชีวิตประมาทจนเข้ามาสู่กลุ่มที่สาม เพราะฉะนั้นคนในกลุ่มที่หนึ่งและสองก็ควรจะฟังไว้ เพื่อไม่ทำให้ต้องตกไปอยู่ในกลุ่มที่สาม ส่วนคนที่อยู่ในกลุ่มที่สามแล้วก็จะได้หยุดใช้วิธีการหมุนเงินมาใช้หนี้” ซันชายน์ กล่าว
อบรมแล้วอารมณ์ดี
หลังจากผ่านการอบรมไปแล้ว กรรมการชมรมหนี้บัตรเครดิตฯ ที่ไปให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ก็ยังไม่ได้ละทิ้งภารกิจไว้เพียงเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นผู้เข้าอบรมที่มีปัญหายังสามารถขอรับคำปรึกษาทางโทรศัพท์ หรือเข้ามาพุดคุยกันในเว็บบอร์ดของชมรม ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้รับคำแนะนำต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้รู้ถึงความคืบหน้าและผลจากการแก้ปัญหาหนี้
“บางบริษัทจัดอบรมมาแล้ว 15 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งจะได้รับความสนใจจากพนักงานในบริษัทเพิ่มมากขึ้น เพราะพนักงานมีความสุขในการทำงาน ก็บอกต่อกันไป บางคนตอนที่เจอกันครั้งแรกใบหน้าเครียด ไม่แจ่มใส แต่พอเจอกันอีกครั้งใบหน้าแจ่มใส สดชื่นมากขึ้น ไม่เครียด ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า เราบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว เพราะได้ช่วยคนให้หายเครียด” ซันชายน์ กล่าว
บริษัทไหนสนใจอยากให้พนักงานหายเครียดจากภาระหนี้ มีความสุขในการทำงาน มีชีวิตปลอดหนี้ในที่สุด ก็ลองติดต่อไปที่ชมรมหนี้บัตรเครดิตฯ ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งผลที่ได้น่าจะคุ้มกับค่าใช้จ่ายในการอบรม เพราะวิชานี้ไม่มีสอนในโรงเรียน







