
แนะรัฐเพิ่มบทบาทนักวิชาการ กำหนดแนวทางพัฒนาประเทศ
โดย...สไปรท์
โดย...สไปรท์
จากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีที่จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศที่จะก้าวเข้าสู่กระแสการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี “ยานยนต์ไฟฟ้า” โดยรัฐบาลจะมีการกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อต่อยอดจาก “ฐานการผลิต” สู่ “ฐานการวิจัยและพัฒนา” เพื่อรักษาความแข็งแกร่งในฐานะประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกรายหนึ่ง
ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่ในฐานะนักวิชาการมองว่า อยากให้รัฐบาลมีการเพิ่มบทบาทนักวิชาการในภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อนำเสนอมุมมองในด้านต่างๆ อย่างครบถ้วนทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง วิชาการ สังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อการสร้างยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของประเทศไทยในยุคการเปลี่ยนแปลงให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างรายได้จากการผลิตและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในปัจจุบันอย่างมหาศาล ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับภาคแรงงานและการจ้างงานในประเทศก่อให้เกิดมูลค่าด้านรายได้อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานโยบายรัฐอาจขาดความต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของรัฐบาลซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงของนโยบายรัฐตามทิศทางการเมืองที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งหากมีภาคส่วนสำคัญที่ไม่มีผลกระทบทางด้านการเมืองอย่างนักวิชาการเข้ามาเป็นคนกลางในการเชื่อมโยงและสานต่อนโยบายของประเทศให้เดินหน้าต่อไปตามกรอบแผนระยะยาว สอดรับกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อยกระดับการผลิตให้เติบโตในอนาคต
“เพื่อรองรับแผนไทยแลนด์ 4.0 และเพิ่มขีดความสามารถให้อุตสาหกรรมของประเทศในแขนงต่างๆ ไม่เพียงแค่อุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อนั้นไม่ว่าอุตสาหกรรมใดเราก็แข็งแกร่งและยั่งยืนได้อีกยาวนาน นั่นเพราะเราจะไม่เป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตอีกต่อไป แต่สามารถได้รับการถ่ายโอนเทคโนโลยี และมีเงื่อนไขการลงทุนที่ประเทศชาติได้ประโยชน์ให้มากที่สุด”
ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ดีควบคู่ไปกับมาตรฐานการผลิตที่สูงด้วยเช่นกัน อย่างล่าสุดในเรื่องยานยนต์ไฟฟ้านั้น ถือเป็นทิศทางที่น่าจับตาว่าเราจะนำพาประเทศให้เติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
นอกจากนั้น ประเด็นสำคัญอีกด้านที่ไม่อาจมองข้ามคือ การศึกษาของคนในชาติ ที่ประเทศไทยมีงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท/ปี สามารถสร้างชาติให้พัฒนายิ่งขึ้นตามศักยภาพของประเทศ
ประดิษฐ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้พัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันมีจำนวน 12 คณะ 45 หลักสูตร ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นหลักสูตรระดับปริญญาเอกจำนวน 15 หลักสูตร ซึ่งทุกหลักสูตรได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ถือเป็นเกณฑ์ขั้นต้นสำหรับหลักสูตรที่เปิดการเรียนการสอนในประเทศไทย
ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า บิซิเนส สกูล (NIDA Business School) ที่กำลังมุ่งมั่นในการให้คณะอื่นๆ ดำเนินการเข้ารับรองมาตรฐานสากล โดยภายใน 5 ปี อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของหลักสูตรที่เปิดสอนจะผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล ซึ่งนอกจากจะเป็นชื่อเสียงของสถาบัน ยังเป็นชื่อเสียงแก่ประเทศชาติไปพร้อมกัน โดยเป้าหมายดังกล่าวจะทำให้สถาบันมีความเข้มแข็งเติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพออกไปเป็นผู้บริหารเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป
การเสนอดังกล่าวของภาคส่วนนักวิชาการในการเข้ามามีบทบาทของประเทศถือเป็นการยกระดับทั้งด้านวิชาการและการพัฒนาประเทศไปพร้อมกัน







