posttoday
‘คันทรี่’ปรับทัพ

‘คันทรี่’ปรับทัพ

20 กันยายน 2559

เน้นลงทุนซื้อกิจการปั๊มรายได้ระยะสั้น

เน้นลงทุนซื้อกิจการปั๊มรายได้ระยะสั้น

คันทรี่ กรุ๊ป ตั้งบริษัทย่อยในอังกฤษเน้นเข้าซื้อกิจการ มองกลุ่มด้านการศึกษาทิศทางดี ผนึกทุนจีนผุดเรสซิเดนซ์ริมเจ้าพระยา

นายเบน เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริหาร บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจในระยะสั้นจากนี้ไปบริษัทจะเน้นการลงทุนและเข้าซื้อกิจการเพื่อทำกำไรระยะสั้นเป็นหลัก เพื่อให้ระหว่างการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่ใช้ระยะเวลานานนั้น บริษัทยังคงมีรายได้จากการทำธุรกิจส่วนอื่นเข้ามาเสริม

ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทได้ตั้งบริษัทย่อยที่ประเทศอังกฤษและได้มีการเข้าซื้อกิจการในกลุ่มธุรกิจด้านการศึกษา ซึ่งเป็นประเภทธุรกิจที่น่าสนใจและมีอัตราการตอบแทนที่ดี และได้อยู่ระหว่างการเจรจาความเป็นไปได้ทางการเข้าซื้อกิจการในกลุ่มต่างๆ อาทิ กลุ่มด้านการศึกษา กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ อีกราว 10 โครงการ

“ในระยะยาวบริษัทมองเห็นการขยายแบรนด์ด้านการศึกษาจากประเทศอังกฤษเข้ามาในเอเชียและประเทศไทย พร้อมทั้งดึงพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกมาสร้างองค์ความรู้ต่อยอดในประเทศไทย”

นายเบน กล่าวอีกว่า บริษัทได้ประกาศความร่วมมือทางการเงินกับสถาบันการเงิน ไชน่า ผิง อัน ประเทศจีน โดยมีบริษัท บีซีอีจี ไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ในฐานะบริษัทร่วมทุนถือหุ้นสัดส่วน 30% และคันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ ถือหุ้นสัดส่วน 70% เป็นบริษัทผู้ก่อสร้างโครงการ “เจ้าพระยา เอสเตท” ซึ่งความร่วมมือด้านการเงินครั้งนี้มีมูลค่า 375 ล้านเหรียญสหรัฐ จากมูลค่าโครงการรวม 441 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.2 หมื่นล้านบาท)

สำหรับโครงการดังกล่าวมีพื้นที่รวม 35 ไร่ แบ่งเป็น 2 โรงแรม และคอนโดมิเนียมอีก 1 โครงการ ราคาเฉลี่ย 3 แสนบาท/ตารางเมตร (ตร.ม.) ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561 โดยปัจจุบันมีอัตรายอดจองเรสซิเดนซ์แล้วกว่า 50%

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนการก่อสร้างโครงการในระดับซูเปอร์ ลักซ์ชัวรี่ เรสซิเดนซ์ ในอนาคตซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา เนื่องจากมองว่าตลาดที่อยู่อาศัยในระดับซูเปอร์ ลักซ์ชัวรี่ ยังมีความต้องการอีกมาก แต่สวนทางกับปริมาณโครงการที่มีต่อปีเพียง 1-2 แห่งเท่านั้น จึงมองว่ายังมีโอกาสการขยายตัวทางธุรกิจได้อีกมาก

นายเบน กล่าวว่า โครงการเจ้าพระยา เอสเตทจะสามารถรับรู้รายได้จากการขายได้ในช่วงปี 2561 และยังมีรายได้จากการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะเป็นรายได้ระยะยาวให้กับบริษัทไปตลอดจากนี้ โดยสัดส่วนลูกค้าคาดว่าจะเป็น ชาวไทย 60% และต่างชาติ 40% โดยบริษัทมีแผนจัดโรดโชว์ในไต้หวันและฮ่องกง เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติให้
เพิ่มขึ้น

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง