
ดันอุตสาหกรรมยาเติบโต
สศอ.ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมยา ลดผูกขาด ดันสมุนไพรโต
สศอ.ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมยา ลดผูกขาด ดันสมุนไพรโต
นายสุรพล ชามาตย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันบูรณาการจัดทำแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมยา ซึ่งเป็นหนึ่งในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้การสนับสนุน โดยเฉพาะยาที่ได้จากสมุนไพร เนื่องจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทยในอนาคต
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะต้องเร่งสร้างห้องทดสอบเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะปรับปรุงขั้นตอนการตรวจรับรองยาให้รวดเร็ว โดยการให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมตรวจสอบรับรองยาสมุนไพร เป็นต้น ขณะเดียวกัน อย.มีแผนที่จะแยกงานส่วนตรวจรับรองงานวิจัยยาออกจากระบบราชการ เพื่อให้มีความคล่องตัว และสามารถเพิ่มค่าตอบแทนให้กับผู้เชี่ยวชาญได้มากขึ้น
นอกจากนี้ องค์การเภสัชกรรมจะต้องแก้ไขกฎหมายลดการผูกขาดกับโรงพยาบาลรัฐ โดยจะผ่อนผันเปิดโอกาสให้ยาที่ผลิตได้ภายในประเทศมีคู่แข่งหลายรายและมีราคาที่เหมาะสมเข้ามาขายให้กับโรงพยาบาลรัฐแข่งกับองค์การเภสัชกรรมได้ ขณะเดียวกันอาจจะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้สนับสนุนมากขึ้น
สำหรับแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมยาในขั้นแรก จะเร่งรัดการผลิตยาในบัญชียาหลักของกระทรวงสาธารณสุขขึ้นมาก่อน เพื่อทดแทนการนำเข้า เนื่องจากปัจจุบันบัญชียาหลักยังต้องนำเข้าถึง 90% ด้านการตั้งโรงงานผลิตยานั้น ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เตรียมที่จะขยายระยะเวลามาตรการส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ของบีโอไอ ที่จะหมดระยะเวลาการขอส่งเสริมในปี 2560 ออกไปอีก รวมทั้งการขยายสิทธิประโยชน์ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้มากกว่าที่บีโอไอกำหนดไว้ที่ 13 ปี เพราะว่าอุตสาหกรรมนี้ใช้เวลาวิจัยยาวนานและใช้เงินลงทุนสูง
นายสุรพล กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขจำเป็นต้องผลักดันให้แพทย์มีความมั่นใจในการใช้ยาสกัดสมุนไพรของไทย เพราะจะทำให้สามารถลดราคายาลงได้ทันที 40% เนื่องจากต้นทุนการวิจัยจะลดลง หากในอนาคตสามารถใช้เป็นยาทดแทนการนำเข้าได้ จะช่วยลดต้นทุนการรักษาพยาบาลลงได้อีกมาก ปัจจุบันโรงพยาบาลต่างๆ ต้องการใช้ยาสมุนไพรคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท/ปี แต่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณจัดซื้อยาในส่วนนี้ไว้ 10% เพื่อซื้อยาที่ผลิตภายในประเทศ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท/ปี เนื่องจากโรงพยาบาลยังไม่มั่นใจในเรื่องของคุณภาพ







