
"การบินไทย" กับพันธกิจ ยุติการขาดทุนอย่างถาวร
การดำเนินการทั้งหมดของการบินไทย ทั้งเรื่องการลดรายจ่ายและการเพิ่มรายได้จะเป็นไปตามเป้าหมายมากน้อยแค่ไหนคงต้องติดตาม
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ความพยายามของบริษัท การบินไทย ยังคงเดินตามแผนปฏิรูปองค์กร ที่เคยเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ทั้งในแง่การสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการแก้ปัญหาต้นทุนที่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดกระทั่งถูกครหาว่ามีต้นทุนสูงเทียมฟ้า ทำให้ต้องเร่งลดต้นทุนทุกด้าน ทั้งครัวการบิน ธุรกิจขนส่ง (คาร์โก้) บริการภาคพื้น ลานจอด และการซ่อมบำรุง
จากภาวะดังกล่าวทำให้ฝ่ายบริหารตั้งเป้าหมายต้องลดต้นทุนลงให้ได้ 20% ตามแผนงานการปฏิรูปองค์กรในระยะที่ 2 (ปี 2559-2560) เพื่อนำพาองค์กรให้หลุดพ้นจากการขาดทุนได้อย่างถาวร จากก่อนหน้านี้ที่มีกำไรบ้างขาดทุนบ้าง แม้ปีนี้ยังสามารถพลิกกลับมามีกำไรในไตรมาสแรก 7,180 ล้านบาท แต่มาถึงไตรมาส 2 กลับมาขาดทุนอีก 1,782 ล้านบาท รวมครึ่งปีแรกยังมีกำไร 5,397 ล้านบาท ส่วนอนาคตข้างหน้ายังคงต้องลุ้น
จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับมอบเครื่องบินใหม่ แอร์บัส A350 XWB มาร่วมประจำการในฝูงบิน ว่า เรายังเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นสายการบินระดับพรีเมียมที่แข่งขันกับบริษัทสายการบินระดับโลกได้ เช่น เปลี่ยนเก้าอี้ให้เป็นแบบพรีเมียม ส่วนจะมีการจัดซื้อเครื่องบินใหม่เพิ่มเติม หรือจะใช้เครื่องเท่าที่มีอยู่ต่อไปนั้น ยังอยู่ระหว่างการศึกษา คาดว่าจะสรุปแผนการศึกษาได้ภายในสิ้นปีนี้
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ต้องทำตามแผนปฏิรูปอย่างเคร่งครัด จะดีใจว่าตัวเลขไตรมาสแรกกำไร และครึ่งปีแรกเรากำไรแล้วไม่ได้ ตอนนี้พยายามเทียบต้นทุนการดำเนินงานในทุกๆ จุด ซึ่งการลดต้นทุนอาจไม่ใช่เรื่องของคนเสมอไป เพราะดัชนีชี้วัดมันมีหลากหลายวิธี โดยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่จะลดลงซึ่งตั้งไว้ที่ 20% พบว่าในปี 2558 ลดลงไปได้ 7-8% รวมทั้งหมดยังต้องลดอีก 13% จากปลายปีที่แล้ว
“ต่อไปเราจะเน้นเรื่องการดูแลค่าใช้จ่ายหรือการบริหารต้นทุนให้เทียบเคียงกับตลาด ผมไม่ได้ไปเน้นว่าการลดต้นทุนต้องไปลดที่จำนวนคนเพียงอย่างเดียว เพราะต้นทุนที่เพิ่มมันอาจจะมาจากวิธีการก็ได้ ซึ่งการทำให้ได้ตามมาตรฐานของตลาดอาจจำเป็นต้องเพิ่มเครื่องไม้เครื่องมือ เพราะการทำงานต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย”จรัมพร กล่าว
ทั้งนี้ ในส่วนของต้นทุนของภาคพื้นดิน ได้แก่ กิจการในลานจอดมีรายจ่ายสูงพอสมควร หรือในการให้บริการซ่อมบํารุงอากาศยานพาณิชย์ มีค่าใช้จ่ายแต่ปีละประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ถ้าลดส่วนนี้ได้ 10% ก็จะเป็นเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท สามารถเปลี่ยนจากการขาดทุนเป็นกำไรได้
ด้านการหารายได้บริษัทก็พยายามดำเนินการปรับระบบและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้อย่างต่อเนื่อง อย่างการปรับราคาค่าตั๋วโดยสารเพื่อสู้กับคู่แข่งรายอื่นๆ ทั่วโลก สามารถเปลี่ยนแปลงราคาเพื่อให้แข่งขันได้ภายใน 2 ชั่วโมง จากเดิมที่กว่าจะเปลี่ยนราคามาสู้กับตลาดได้ใช้เวลานานกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งเรื่องนี้ได้เริ่มนำมาใช้ตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมาแล้ว
จรัมพร กล่าวว่า เมื่อประเมินทิศทางกำไร ปีที่แล้วขาดทุนประมาณ 200 ล้านบาท แต่ปีนี้มีกำไรประมาณ 5,000 ล้านบาท ทำให้ทราบว่าการบริหารมาถูกทางแล้ว แต่ยังมาไม่เต็มที่ เพราะไตรมาส 2 ปีนี้เรายังขาดทุนอยู่ ทำให้ยังมีการบ้านที่ต้องทำอีก ขณะนี้เดินมาได้ครึ่งทาง ส่วนจำนวนผู้โดยสารก็อยากให้เพิ่มปีละ 5.5% ในขณะที่ราคาต้องบริหารให้ได้ดีกว่านี้ ต้องใช้คอนเนกชั่นที่มีให้เต็มที่
สำหรับการลงทุนนั้นในระยะยาวช่วง 2 ปี ยังไม่ได้มีแผนลงทุนขนาดใหญ่ ยกเว้นแผนศูนย์ซ่อมเครื่องบินที่สนามบินอู่ตะเภา จะเกิดขึ้นได้จริงต้องพิจารณาอีกครั้ง แต่ถ้าในระยะสั้นปี 2560 นี้ บริษัทมีแผนลงทุนอีก 9,000 ล้านบาทเท่านั้น โดยจะเป็นงบประมาณสำหรับจัดซื้อเครื่องบินจำนวน 2 ลำ มูลค่าราว 7,000-8,000 ล้านบาท ที่เหลือจะเป็นการลงทุนเล็กน้อยทั่วไป
การดำเนินการทั้งหมดของการบินไทย ทั้งเรื่องการลดรายจ่ายและการเพิ่มรายได้จะเป็นไปตามเป้าหมายมากน้อยแค่ไหนคงต้องติดตาม เพราะธุรกิจการบินในสถานการณ์ปัจจุบันยังมีแนวโน้มเติบโตได้อยู่ เห็นได้จากยอดขายเครื่องบินของบริษัทผู้ผลิตอย่างแอร์บัสในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ยังสูงถึง 810 ลำ ซึ่งผู้ซื้อรายใหญ่ปีนี้ คือ สายการบินกาตาร์ 80 ลำ สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส 67 ลำ สายการบินเอทิฮัด 62 ลำ สายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิค 46 ลำ เป็นต้น
ทั้งนี้ บริษัท แอร์บัส มองว่าตลาดในธุรกิจการบินที่เติบโตได้ดีน่าจะอยู่ในเส้นทางบินของฝั่งเอเชีย ตะวันออกกลาง จีน และอินเดีย เนื่องจากเป็นการเติบโตของจำนวนคนชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าทำให้บริษัท การบินไทยมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น







