
ไมโครไฟแนนซ์ที่กัมพูชา
โดย...ปพนธ์ มังคละธนะกุล
โดย...ปพนธ์ มังคละธนะกุล
ผมนั่งเขียนคอลัมน์คราวนี้ที่สนามบินกรุงพนมเปญระหว่างรอขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจประชุมคณะกรรมการบริษัทไมโครไฟแนนซ์แห่งหนึ่ง เดือนนี้เป็นเดือนที่ครบวาระ 1 ปีเต็มที่ผมได้มีโอกาสเปิดโลกทัศน์ ได้มาเห็นธุรกิจการเงินอีกรูปแบบหนึ่งที่เมืองไทยยังไม่ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งให้เป็นรูปธรรมซะทีเดียว จึงถือโอกาสนี้มาเล่าสู่กันฟังในสิ่งที่ผมได้ประสบมา
“ไมโครไฟแนนซ์” เป็นธุรกิจการให้เงินกู้แก่คนยากจน เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ไปต่อยอดทำมาหากิน หรือใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต “ไมโครไฟแนนซ์” จึงเป็นธุรกิจที่สำคัญสำหรับประเทศที่ยากจน และเป็นพันธกิจขององค์กรเอ็นจีโอหลายๆ แห่ง แต่ทั้งนี้ไม่ใช่มีแค่เอ็นจีโอเท่านั้นที่ให้ความสนใจกับธุรกิจนี้ นักลงทุนบางประเภทโดยเฉพาะในแถบประเทศยุโรปที่เห็นโอกาสนี้ก็ลงทุนอย่างเป็นล่ำเป็นสันเช่นกัน
ในช่วงทศวรรษ 1990-2000 ซึ่งเป็นช่วงเปิดประเทศและฟื้นฟูประเทศของกัมพูชา “ไมโครไฟแนนซ์” เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลกัมพูชาใช้ในการฟื้นฟูประเทศ แทนที่จะใช้งบประมาณรัฐบาล (ซึ่งไม่ได้มีเยอะ) มาอุดหนุนแจกเงินให้แก่คนจน รัฐบาลกัมพูชาใช้วิธีให้ใบอนุญาตให้เอกชน ไม่ว่าจะเป็นเอ็นจีโอ หรือนักลงทุนต่างๆ เข้ามาจัดตั้งธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ โดยมีกฎระเบียบ ข้อบังคับ ที่ค่อนข้างยืดหยุ่น และเอื้อต่อการทำกิจการไมโครไฟแนนซ์
ที่เห็นเด่นชัดที่สุด คือ การไม่กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยที่จะคิดจากคนกู้ แต่ใช้กลไกตลาดมาควบคุมอัตราดอกเบี้ยเอง โดยรัฐบาลกัมพูชาได้ให้ใบอนุญาตประกอบกิจการไมโครไฟแนนซ์อย่างมากมาย (ในปัจจุบันมีถึงกว่า 50 กิจการที่ได้รับอนุญาต) เพื่อให้มีผู้เล่นในตลาดมากๆ และให้กลไกการแข่งขันเป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยเอง เพราะคนกู้มีทางเลือกมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จูงใจต่อผู้ประกอบการด้วย
แน่นอน อัตราดอกเบี้ยที่คนยากจนต้องจ่ายนั้นค่อนข้างสูง แต่ก็สอดคล้องกับความเสี่ยงที่มี และยังต่ำกว่าดอกเบี้ยจากการกู้นอกระบบอย่างเทียบกันไม่ได้เลย ทำให้คนยากจนมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ธุรกิจเล็กๆ รายย่อยทั้งหลายก็ได้รับอานิสงส์จากไมโครไฟแนนซ์ทำให้มีเงินไปต่อยอด
สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ อัตราหนี้เสียของตลาดไมโครไฟแนนซ์นั้นต่ำมาก ไม่ถึง 1% ของหนี้ทั้งระบบ ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นมาแล้วในปีนี้ อันเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจ และภาวะการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจนคนเริ่มมีหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่อัตรานี้ก็ยังต่ำกว่าในประเทศอื่นๆ อย่างมาก และยังต่ำกว่าอัตราหนี้เสียของตลาดเอสเอ็มอีไทยเสียด้วยซ้ำ
ผมได้ถามคนที่คร่ำหวอดในวงการไมโครไฟแนนซ์ถึงเหตุผลว่า ทำไมอัตราหนี้เสียถึงได้ต่ำขนาดนี้ คำตอบไม่ได้อยู่ที่โมเดลธุรกิจ เพราะโมเดลธุรกิจของไมโครไฟแนนซ์แต่ละประเทศก็จะคล้ายๆ กัน เรียนรู้กันได้ แต่กัมพูชามีปัจจัยอีกด้านหนึ่งที่ประเทศอื่นไม่มี นั่นคือ คนกัมพูชาเอง
คนกัมพูชามีวินัย และนิสัยว่าเป็นหนี้ต้องใช้ ถึงมีไม่มาก ไม่เพียงแต่ไม่หนี ยังเคารพในสัญญา ไม่เบี้ยวหนี้ คำตอบนี้มาจากปากฝรั่งยุโรปที่คร่ำหวอดในวงการ ลงทุนทั้งในประเทศปากีสถาน อินเดีย และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา จึงน่าจะเชื่อถือได้
กลับมาย้อนมองประเทศไทยเรา ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามผลักดันให้เกิดนาโนไฟแนนซ์ (ถึงแม้ชื่อจะต่างกัน แต่กลุ่มเป้าหมายก็กลุ่มเดียวกัน) แต่ไม่เกิดเป็นรูปธรรมซะที นอกจากปัจจัยผู้ประกอบการแล้ว อีกปัจจัยที่ทำให้เกิดยากก็คือ คนไทยนั่นเอง
คนไทยเราเคยชินกับนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และบางทียังมีการยกหนี้ให้อีกต่างหาก ขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็น่าจะมาจากเงินกู้นอกระบบ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ได้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ทางการกำหนดให้อย่างมหาศาล จะเข้าสู่ระบบอย่างไร
เมื่อปัจจัยทั้งผู้ประกอบการและคนกู้ ซึ่งอยู่คนละข้างอย่างสุดกู่ ดูแล้วต้องบูรณาการยกใหญ่ครับ หากจะให้เกิดเป็นรูปธรรมจริงๆ







