
คาดหุ้นกู้6แสนล. เอกชนออกปีนี้
หุ้นกู้เอกชนยังโตต่อเนื่องทริสคาดปีนี้ 6 แสนล้านดอกเบี้ยต่ำ แบงก์เข้มสินเชื่อ ด้าน LH จ่อขาย 8,000 ล้าน
หุ้นกู้เอกชนยังโตต่อเนื่องทริสคาดปีนี้ 6 แสนล้านดอกเบี้ยต่ำ แบงก์เข้มสินเชื่อ ด้าน LH จ่อขาย 8,000 ล้าน
บริษัท ทริส เรทติ้ง ออกบทวิเคราะห์ คาดว่าปริมาณการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนในปี 2559 น่าจะมีมูลค่ามากถึง 6 แสนล้านบาท เติบโตต่อเนื่องจากปี 2558 ที่มีมูลค่า 5.72 แสนล้านบาท เพราะบริษัทส่วนใหญ่พยายามรักษาต้นทุนการกู้ที่ต่ำไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะมีแนวโน้มการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจากความไม่แน่นอนของการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) และการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้สภาพคล่องในตลาดพันธบัตรในประเทศเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทยลดลง
นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่อยู่ระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลและเงินฝากธนาคาร ก็ยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้นักลงทุนยอมรับความเสี่ยงจากเงินลงทุนได้เพิ่มขึ้นเพื่อแลกกับผลตอบแทนสูง จึงไม่น่าแปลกใจที่หุ้นกู้ที่ออกใหม่ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีในตลาด
ทั้งนี้ ณ วันที่ 5 ส.ค. 2559 หุ้นกู้มียอดคงค้าง 2.27 ล้านล้านบาท โดยมูลค่าของหุ้นกู้ 1.43 แสนล้านบาท หรือ 6.3% จากทั้งหมดจะครบกำหนดในปี 2559 และในช่วงปี 2560 ถึงปี 2562 มีมูลค่าหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดคิดเป็นประมาณ 50% ของยอดคงค้างหุ้นกู้ทั้งหมด แบ่งเป็นประมาณ 20% ในปี 2560 และประมาณ 30% ของหุ้นกู้คงค้างรวมจะครบกำหนดตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป
ขณะเดียวกัน ทริส เรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันในวงเงินไม่เกิน 8,000 ล้านบาทของ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ที่ระดับ “A+” พร้อมทั้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “A+” เช่นกัน โดยแนวโน้มยังคง “คงที่” ทั้งนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้ชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในเดือน ก.ย. 2559 และใช้เป็นเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ
ทริส ระบุว่า ในช่วง 3 ปีข้างหน้ารายได้ของ LH จะอยู่ที่ระดับ 2.5-3 หมื่นล้านบาท/ปี และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน คาดว่าจะอยู่ต่ำกว่า 1 เท่าและอันดับเครดิตอาจจะถูกลดลงถ้าหากดำเนินงาน หรือสถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับปัจจุบัน
ด้านอัตราส่วนกำไรของ LH ทริสคาดว่าน่าจะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 20% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า เมื่อพิจารณาถึงแรงกดดันจากต้นทุนค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการขยายธุรกิจ โดย LH มีอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุน ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2558 ที่ 47% และ ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2559 ที่ 45% ทั้งนี้ บริษัทต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนให้ต่ำกว่า 1.5 เท่า โดย ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2559 อัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 0.8 เท่า
LH เป็นหนึ่งในผู้นำในกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยของไทย ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2559 มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 9.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งใหญ่ที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายได้อยู่ที่ 2.62 หมื่นล้านบาทในปี 2558 และ 1.54 หมื่นล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 ณ มิ.ย. บริษัทมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ 1.75 หมื่นล้านบาท โดยจะรับรู้เป็นรายได้จำนวน 6,000 ล้านบาท ในช่วงที่เหลือของปีนี้ และ 1.1 หมื่นล้านบาทในปี 2560
กำไรสุทธิไตรมาส 2ปี2559ของLHอยู่ที่ 2,631 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและเพิ่มขึ้น 32% จากไตรมาสแรก ดีกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาด จากกำไรพิเศษจากการขายที่ดิน







