posttoday
เปิดเออีซีปีแรก เอฟดีไอพุ่งตรง CLMV

เปิดเออีซีปีแรก เอฟดีไอพุ่งตรง CLMV

15 กันยายน 2559

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

จากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเป็นทางการไปตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาถึงในขณะนี้ ที่พบว่าตลาดในภูมิภาคอาเซียนมีความคึกคัก จากนักลงทุนทั้งในและนอกภูมิภาคที่ต่างพุ่งตรงเข้าไปชิงพื้นที่การค้าในตลาดเดียวกันนี้ จากกำลังซื้อรวมกันกว่า 600 ล้านคน 

เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในหัวข้อ 1 ปีเออีซี จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่าการรวมอาเซียนเป็นตลาดเดียวส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของประเทศสมาชิกอย่างมาก เพราะการค้าขายระหว่างกันที่เข้มแข็ง สามารถต้านทานความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นได้

สำหรับประเทศไทยใน 6 เดือนแรกของปีนี้ พบว่าการส่งออกไทยหดตัว 0.7% เป็นการหดตัวที่น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยตลาดอาเซียนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีสัดส่วนการส่งออก 25% รองลงมาคือตลาดสหรัฐ สัดส่วนราว 10% และอันดับ 3 คือจีน ประมาณ 10%

เมื่อแยกเฉพาะการส่งออกของไทยไปตลาดอาเซียน พบว่ามูลค่าการส่งออกหดตัวราว 2.9% ซึ่งสัดส่วนแต่ละประเทศเฉลี่ยใกล้เคียงกัน ซึ่งไทยส่งออกไปมาเลเซียมากที่สุด สัดส่วน 18% รองลงมาเวียดนาม 15.7% สิงคโปร์ 15.5% อินโดนีเซีย 15.4%

อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมศักยภาพตลาดจีนและอินเดีย ที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ได้นับเป็นภูมิภาคตลาดเกิดใหม่เอเชีย พบว่าการค้าระหว่างกันขยายตัวขึ้นต่อเนื่อง กลายเป็นตลาดใหญ่ที่มีพลังอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในอาเซียนบวกจีนและอินเดียจะสูงถึง 6.4% ในปีนี้ มากกว่าอัตราการเติบโตเฉพาะอาเซียนที่ประมาณการไว้ 4.9%

จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การค้าระหว่างกันในกลุ่มประเทศสมาชิกเป็นเกราะกำบังสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจจากภาวะการค้าโลกที่อ่อนแอ และหากมีการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นอาเซียนบวก 3 จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรืออาเซียนบวก 6 ที่รวมอินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์เข้ามาด้วย ยิ่งเสริมศักยภาพของตลาดมากขึ้นไปอีก

“หากประสานเชิงนโยบาย ลดอุปสรรค และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงกันได้ จะยิ่งทำให้เออีซีโดดเด่นขึ้น แต่ที่สำคัญคือความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยังมีมาก จำเป็นต้องช่วยพัฒนาประเทศสมาชิกที่ยังอ่อนแอ เพื่อให้เติบโตไปด้วยกัน” เสาวณีย์ กล่าว

ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มีทิศทางที่สำคัญ หลังจากที่ผ่านมา อาเซียน 5 ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ครองส่วนแบ่งตลาดเอฟดีไอเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็น 85% ของเม็ดเงินลงทุน แต่ทิศทางจากนี้ ความสนใจของเอฟดีไอจะไปอยู่ที่ตลาดซีแอลเอ็มวีมากยิ่งขึ้น และน่าจะทำให้สัดส่วนเอฟดีไอของ 4 ประเทศนี้ขยับขึ้นจาก 14.5%

โดยเฉพาะเวียดนาม เป็นประเทศที่มีเม็ดเงินเอฟดีไอเติบโตมากที่สุด โดยแต่ละประเทศมีโอกาสทางธุรกิจแตกต่างกันไป กัมพูชามีการลงทุนในภาคธุรกิจการเงินมากที่สุด ซึ่งธนาคารไทยหลายแห่งไปเปิดสาขาแล้ว แต่น่าสังเกตว่าการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตน้อยลง ส่วนลาว มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างมาก ทำให้ ช.การช่าง บริษัทไทยเข้าลงทุนแล้ว ด้านเมียนมา โอกาสมีอยู่ทุกกลุ่มธุรกิจ เพราะมีความต้องการพัฒนาในทุกด้าน ขณะที่เวียดนาม อุตสาหกรรมที่ลงทุนมากที่สุดเป็นภาคการผลิต

สำหรับความเสี่ยงของการเติบโตเอฟดีไอ คือ การชะงักงันของเศรษฐกิจโลก ความต้องการลงทุนโลกลดลง ปัญหาความตึงเครียดทางการเมือง และการรวมกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ๆ ทำให้ที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ประเมินว่า ในปี 2559 ภาพรวมเอฟดีไอในอาเซียนค่อนข้างทรงตัว

อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นเอฟดีไอจากกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อมและขนาดเล็ก (Micro, Small and Medium Sized Enterprises : MSMEs) ที่จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในอาเซียน ไม่ว่าจะมาจากการขยายตลาดเอง หรือเป็นซัพพลายเชนของบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งบริษัทคนไทยที่เข้าข่ายเป็นเอ็มเอสเอ็มอี เช่น โชคดีติ่มซำ เป็นต้น

นอกจากการมุ่งมั่นพัฒนาการค้าการลงทุนระหว่างกันแล้ว ยังมีเทรนด์ใหม่ในอนาคตที่กลุ่มประเทศอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและภาคธุรกิจต้องปรับตัว เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท