
ถานันดร์ วัชโรทยางกูร ‘ธุรกิจ’ต้องคิดให้ใหญ่
ถานันดร์ วัชโรทยางกูร อดีตผู้บริหารองค์กรค่ายรถยนต์ชั้นนำ ที่สั่งสมประสบการณ์ความชำนาญด้านธุรกิจและบริหาร มากกว่า 20 ปี
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
ถานันดร์ วัชโรทยางกูร อดีตผู้บริหารองค์กรค่ายรถยนต์ชั้นนำ ที่สั่งสมประสบการณ์ความชำนาญด้านธุรกิจและบริหาร มากกว่า 20 ปี ก่อนผันตัวเองมาสู่การเป็นเถ้าแก่มือเก๋าในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฟอร์ซเวย์ (ประเทศไทย) ผู้ทำตลาดผลิตภัณฑ์ ดูแลรักษารถยนต์คุณภาพซึ่งผลิตและนำเข้าจากประเทศออสเตรเลียภายใต้แบรนด์ “FORTRON” และธุรกิจบริการแบรนด์อื่นๆ ด้านรถยนต์ พร้อมพ่วงตำแหน่งรองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยในปัจจุบัน
จากตำแหน่งทางธุรกิจและสังคมที่การันตีความสามารถได้เป็นอย่างดีแล้ว ปัจจุบัน ถานันดร์ ยังไม่หยุดคิดขยายธุรกิจใหม่ ที่สอดคล้องกับทั้งนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องดึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาปรับใช้ในการทำธุรกิจ และที่สำคัญยังไม่หลงลืมอัตลักษณ์ หรือไอเดนติตี้ ความเป็นตัวตนของผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงความเป็นไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์สปาเครื่องหอมดูแลผิวจากธรรมชาติ (ออร์แกนิก) ภายใต้แบรนด์ “หอมไทย” โดยมีบริษัท เมคเซนท์ส เป็นผู้ดูแล อีกหนึ่งธุรกิจใหม่ล่าสุด
โดยธุรกิจใหม่ได้ไอเดียจากการเห็นพฤติกรรมการบริโภคในประเทศปัจจุบัน จะนิยมสินค้าต่างประเทศกันมาก โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องหอม สเปรย์ มินต์ ที่เป็นอินเตอร์เนชั่นแนลแบรนด์กลิ่นต่างๆ อย่าง ลาเวนเดอร์ ซากุระ หรือสารพัดผลไม้เมืองหนาว สตรอเบอร์รี่ ส้มยูซุ ฯลฯ ทั้งที่ในความเป็นจริงในบ้านเรา ยังมีของดีที่เป็นวัตถุดิบชั้นเลิศหาไม่ได้ที่ไหนในโลกอยู่อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลิ่นหอมของดอกไม้ไทย ที่ยังมีช่องทางการตลาดใหม่ต่อการทำผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ที่สื่อถึงความเป็นไทยและอาเซียนได้เป็นอย่างดี
“อย่างดอกบัว หลายคนอาจสงสัยว่าบัวมีกลิ่นด้วยหรือ ซึ่งจริงๆ แล้วนอกจากดอกบัวจะมีความหอมที่บริสุทธิ์แล้ว ยังมีความหมายที่ดี ด้วยมาจากดอกสัตตบงกช ถิ่นกำเนิดที่อินโดนีเซีย เป็นพืชพรรณชนิดแรกของโลก ที่เชื่อว่างอกออกมาจากสะดือของพระนารายณ์ กลิ่นกายของพระลักษมี ชายาของพระนารายณ์ คือ กลิ่นหอมของดอกบัวที่ลอยไปไกลถึง 200 โยชน์ ที่สำคัญดอกบัวยังนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน กลิ่นของดอกบัวยังมีความบริสุทธิ์ ช่วยด้านสมาธิสูงทำให้ชาวพุทธนิยมสักการะด้วยดอกบัว” ถานันดร์ ขยายความ
จากสตอรี่ดังกล่าว จะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยในการทำตลาดสินค้า ปัจจุบันแบรนด์หอมไทยทำตลาดเครื่องหอมดอกไม้ไทยกลิ่นต่างๆ อาทิ โมก ลีลาวดี อัญชัน มะลิ บัว พลับพลึง ฯลฯ ที่จะเข้าไปบอกเล่าเรื่องราวของดอกไม้แต่ละชนิด เพื่อดึงดูดความสนใจในกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี และตัดสินใจเลือกซื้อได้ไม่ยากนัก โดยวางตำแหน่งเป็นผลิตภัณฑ์ระดับบน มีช่องทางอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุดสังฆทาน วัด ห้องพักอาศัย บริการทรีตเมนต์สปา รีสอร์ท โรงแรม รวมถึงในช่องทางจำหน่ายค้าปลีกโครงการหลวง ภูฟ้า เป็นต้น โดยแบรนด์หอมไทยยังวางแผนขยายความหอมให้ไปไกลถึงตลาดในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ลาว เมียนมา และ เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) ด้วย
พร้อมปิดท้ายถึงเป้าหมายสินค้าทุกตัวที่ล้วนตกผลึกทางความคิดมาแล้วนั้น ทั้งหมดอยู่ที่วิธีคิดที่เริ่มจากการคิดใหญ่ ส่งไปขายได้ทั่วโลก ภายใต้คีย์เมสเซจ หอมไทย เสน่ห์หอมของไทย ที่จะดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาได้ทั่วโลก
โดยวางเป้าหมายยอดขายปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท พร้อมวางแผนขยายไลน์สินค้าใหม่ๆ ออกมา และจะปรับสัดส่วนรายได้จากในและต่างประเทศอยู่ที่ 50% เท่ากันด้วย ในอนาคต







