
คลังยอมสูญ 2.56 แสนล้าน ตรึงอัตราภาษีแวตอีก 1 ปี
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในรอบระยะเวลา 11 เดือนของปีงบประมาณ 2559 ยังเกินเป้ากว่า 6 หมื่นล้านบาท โดยได้รายได้จากการประมูลคลื่นโทรศัพท์ 4จี และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจมากกว่าที่ประมาณการไว้ ขณะที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ขยายระยะเวลาจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) อัตรา 7% ออกไปอีก 1 ปี โดยยอมสูญเสียรายได้ 2.56 แสนล้านบาท
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ 2.18 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 6.37 หมื่นล้านบาท หรือ 2.9% และคาดว่าการเก็บรายได้รัฐบาลทั้งปีงบประมาณ 2559 จะได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ทั้งนี้ การเก็บรายได้รัฐบาลที่เกินเป้ามาจากการส่งรายได้จากหน่วยงานอื่น 1.38 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการประมูลคลื่นโทรศัพท์ 4จี และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่เกินเป้าหมาย 1.01 หมื่นล้านบาท ขณะที่การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันทำได้เกินเป้าหมาย 8,936 ล้านบาท ภาษีสรรพสามิตรถยนต์เกินเป้าหมาย 7,548 ล้านบาท และการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเกินเป้าหมาย 6,369 ล้านบาท
สำหรับภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าเป้าหมาย 5.65 หมื่นล้านบาท ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมต่ำกว่าเป้า 4.37 หมื่นล้านบาท ภาษีเงินได้นิติบุคคลธรรมดาต่ำกว่าเป้า 3.11 หมื่นล้านบาท อากรขาเข้าต่ำกว่าเป้า 7,444 ล้านบาท และภาษีธุรกิจเฉพาะต่ำกว่าเป้า 4,718 ล้านบาท
ด้านฐานะการคลังของประเทศในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 มีรายได้ 2.18 ล้านล้านบาท มีรายจ่าย 2.59 ล้านล้านบาท ขาดดุลงบประมาณ 4.42 แสนล้านบาท เมื่อรวมขาดดุลนอกงบประมาณอีก 6.84 หมื่นล้านบาท ทำให้ขาดดุลงบประมาณรวม 5.1 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลกู้ชดเชยเพื่อการขาดดุล 3.87 แสนล้านบาท ล่าสุด รัฐบาลมีเงินคงคลัง 3.03 แสนล้านบาท ถือเป็นระดับที่มีความมั่นคงเพียงพอกับการเบิกจ่ายในช่วงท้ายของปีงบประมาณ 2559 และต้นปีงบประมาณ 2560 ที่จะมีการเร่งเบิกจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ
กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ...) พ.ศ.... เพื่อขยายระยะเวลาการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มใน (VAT) ในอัตรา 7% ต่อเนื่องออกไปอีก 1 ปี คือตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-30 ก.ย. 2560 จากเดิมที่อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 ก.ย. 2559 และจะปรับขึ้นไปเป็น 10%
ทั้งนี้ การคงภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 7% ต่อไปอีก 1 ปี ส่งผลให้รัฐบาลสูญเสียรายได้เป็นวงเงิน 256,900 ล้านบาท แต่กระทรวงการคลังได้รายงานให้ ครม.รับทราบว่าการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากปี 2558 ที่ขยายตัว 2.8% มาเป็น 3.2% และ 3.5% ในไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ของปี 2559 ตามลำดับ ซึ่งการฟื้นตัวต่อเนื่องดังกล่าว เป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และการขยายตัวของการผลิตในสาขาต่างๆ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปีก่อน หากมีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งอาจทำให้การบริโภคในประเทศ การลงทุนมีการชะลอตัวลง จึงเห็นควรให้มีการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มออกไปอีกระยะหนึ่ง
กอบศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีการใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% มาตั้งแต่ปี 2534 และมีการปรับขึ้นเป็น 10% ในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ตามข้อเสนอของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก่อนที่จะมาปรับลดลงเป็น 7% อีกครั้งในปี 2542 จากนั้นมีการออก พ.ร.ฎ.ลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% เหลือ 7% มาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 13 ฉบับ เพื่อคงการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในระดับ 7% โดย ครม.จะมีการพิจารณาสภาวะเศรษฐกิจในแต่ละปีว่ามีความเหมาะสมจะขึ้นภาษีหรือไม่
“กระทรวงการคลังรายงานว่าเมื่อคงอัตราภาษีไว้ ในแง่ผลต่อประชาชนนั้นจะช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นการบริโภคภาคประชาชน ขณะภาคธุรกิจก็ลงทุนมากขึ้นและส่งผลให้เศรษฐกิจภาพรวมขยายตัวได้ ส่วนผลต่อผู้ประกอบธุรกิจคือทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องอัตราภาษีซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจและวางแผนธุรกิจได้ถูกต้องต่อไป” กอบศักดิ์ กล่าว







