
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย...รัชต์ โสดสถิตย์
โดย...รัชต์ โสดสถิตย์
ตลอด 3 ไตรมาสนี้ ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกเผชิญความผันผวนมาหลายระลอก ประเด็นที่ทั่วโลกเฝ้าติดตามกันตั้งแต่ต้นปีไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีนถดถอย การดำเนินนโยบาย QE และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศเศรษฐกิจใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กระทั่งผลประชามติ Brexit ในสหราชอาณาจักรก็เข้ามาเขย่าตลาดไปถ้วนทั่ว และไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ก็ยังมีประเด็นทิ้งทวน 2 ประเด็นสำคัญจากสหรัฐอเมริกาที่ทั่วโลกต่างจับตามอง คือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งยังไม่มีกรอบเวลาแน่ชัด และผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 8 พ.ย.นี้
ถ้อยแถลงของเจเน็ต เยลเลน ประธาน Fed เมื่อปลายเดือนพอจะสรุปได้ว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายประการดีขึ้น และอัตราเงินเฟ้อขยับเข้าใกล้เป้าหมาย 2% ทำให้มีความเป็นไปได้สูงขึ้นอีกที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่เดือน ต.ค. จะเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงคาบเกี่ยวสำคัญกับการเลือกตั้ง Fed มักจะไม่เปลี่ยนนโยบายการเงินสำคัญ ทำให้คาดได้ว่าเดือน ธ.ค.อาจเป็นเป้าหมายสำหรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งท้ายปี หรือขยับไปเป็นไตรมาส 1 ของปีหน้า
อีกปัจจัยที่ต้องติดตามและถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบโดยตรงต่อนโยบายการเงินการคลังของสหรัฐอเมริกา ทั้งยังจะส่งผลสืบเนื่องไปยังตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก คือผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งผู้ลงชิงชัยทั้งสองท่านมีนโยบายที่ต่างกันไปพอสมควร โดยเฉพาะประเด็นด้านการค้าระหว่างประเทศที่ ฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต มีท่าทีเปิดกว้างต่อการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน มุ่งไปที่การปกป้องประโยชน์ของผู้ผลิตในประเทศ โดยมีแนวคิดเรื่องการกีดกันการค้าระหว่างประเทศค่อนข้างชัดเจน
แม้ผลจากโพลจะชี้ว่ามาดามคลินตันยังมีคะแนนนำอยู่ก็อาจจะยังวางใจไม่ได้เสียทีเดียวว่าผลจะเป็นไปตามโพล และยังมีประเด็นที่ต้องติดตามดูต่อไปอีกว่า พรรคใดจะได้ครองเสียงข้างมากในสภา ทั้ง สส. และ สว.
2 ประเด็นสำคัญที่ผมพูดถึงไปนั้น เป็นประเด็นที่ผู้ลงทุนยังต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดนะครับ เพราะจะส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายพอสมควร โดยเฉพาะที่จะไหลเข้ามายังตลาดหุ้นในประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งอัตราผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีของหุ้นในตลาดเกิดใหม่ สะท้อนในผลตอบแทนจากดัชนี MSCI Emerging Markets อยู่ที่ 16.76% ขณะเดียวกันก็มีเงินไหลเข้ามาในตลาดนี้มากโดยตั้งแต่ต้นปี iShares MSCI Emerging Markets ETF มีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาที่ 6,720 เหรียญสหรัฐ และ iShares JP Morgan Emerging Market Bond ETF ที่ 4,523.34 เหรียญสหรัฐ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าตลาดในประเทศกลุ่มอาเซียนยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากราคายังไม่แพงเกินไปนัก และยังมีโอกาสเติบโตต่อไปได้อีกในอนาคต
ส่วนการกระจายสินทรัพย์ลงทุน(Asset Allocation) สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง อาจเลือกลงทุนในหุ้นต่างประเทศ 14% หุ้นไทย 35% ตราสารหนี้ในประเทศ 28% ตราสารหนี้ต่างประเทศ 14% และสินทรัพย์ทางเลือก เช่น น้ำมัน ทองคำ หรืออสังหา ริมทรัพย์ ประมาณ 5% และถือเงินสด 4%
ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะปัจจัยที่ต้อง “โปรดติดตามตอนต่อไป” ยังมีอยู่เสมอ ผมจึงย้ำกับท่านนักลงทุนอยู่เสมอเช่นกันว่าเรายังต้องติดตามสภาวะตลาดกันอย่างใกล้ชิด และต้องอาศัยการจับจังหวะลงทุน (Timing) เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจท่ามกลางตลาดที่ยังมีความผันผวนสูงในโค้งสุดท้ายของปีนี้ครับ







