
4หน่วยงานจับมือยกระดับความปลอดภัยบริการการเงินผ่านมือถือ
กสทช.-ธปท.-สมาคมแบงก์-สมาคมโทรคมนาคม ร่วมออกมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการการเงินผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่
กสทช.-ธปท.-สมาคมแบงก์-สมาคมโทรคมนาคม ร่วมออกมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการการเงินผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่
เมื่อวันที่ 12 ก.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย และนายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้หารือร่วมกันในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการธุรกรรมทางการเงินผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้บริการของ 2 อุตสาหกรรม คือ ธนาคารพาณิชย์ และโทรคมนาคม หลังจากช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมามีปัญหาจากรณีมิจฉาชีพหลอกลวงเอาข้อมูลทางการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ มาหลอกเอาเงินออกจากบัญชีเงินฝากสร้างความเสียหายให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในเบื้องต้น 4 หน่วยงาน ได้เห็นชอบร่วมกันในการออกมาตรการเพื่อดำเนินร่วมกันในระยะสั้นใน 5 เรื่อง คือ 1. กสทช., ธปท., สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกันในการพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ กสทช.จะออกหนังสือกำชับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ดำเนินตามกระบวนการพิสูจน์ตัวตน และกำหนดมาตรการให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะหมายเลขโทรศัพท์ที่มีการผูกบัญชีใช้บริการทางการเงินผ่านพร้อมเพย์ โมบายแบงก์กิ้ง หรืออินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง
2. ธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะร่วมกันประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการพร้อมเพย์ หรือ โมบายแบงก์กิ้ง หรืออินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ในกรณีโทรศัพท์เคลื่อนที่สูญหาย 1.จะต้องแจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ที่ใช้บริการอยู่ทราบเพื่อยกเลิกการใช้บริการดังกล่าว และ2. แจ้งผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อขอออกซิมการ์ดใหม่ ซึ่งจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตน ซึ่งธนาคารพาณิชย์และบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะมีการประสานข้อมูลกันใกล้ชิดมากขึ้น
3. ในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าผู้ใช้บริการได้ดำเนินการแจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ระงับบริการโมบายแบงก์กิ้ง หรืออินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง หรือพร้อมเพย์แล้ว ผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งการเข้าแจ้งกับธนาคารพาณิชย์ไม่จำเป็นต้องใช้ใบแจ้งความจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แค่รู้ว่าเกิดเหตุสร้างความเสียหายก์แจ้งระงับการใช้บริการไว้ก่อนได้เลย
4. ในระหว่างที่ยังไม่มีระบบการเชื่อมต่อตรงระหว่างธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ธนาคารพาณิชย์แจ้งหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้งาน โมบายแบงก์กิ้ง หรืออินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง หรือ พร้อมเพย์ ให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทราบ เพื่อจะได้มีการดูแลเป็นกรณีพิเศษ
5. การออกซิมการ์ดใหม่สำหรับเลขหมายที่มีการใช้บริการ พร้อมเพย์ โมบายแบงก์กิ้ง หรืออินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ผู้ใช้บริการจะต้องดำเนินการด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการได้
นายฐากร กล่าวว่า ข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวเป็นการดำเนินการเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคในระยะสั้นประมาณ 6 เดือน ก่อนที่จะนำระบบสแกนนิ้วมือมาใช้ในการขอเปิดใช้เบอร์มือถือ ซึ่งขณะนี้การดำเนินการนำระบบสแกนนิ้วมืออยู่ระหว่างดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง คาดว่าอีก 6 เดือนจะสามารถนำมาให้บริการแก่ประชาชนต่อไป
อย่างไรก็ดี ทั้ง 4 หน่วยงานจะทำงานร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด ในการศึกษาและนำเสนอแนวทางในรายละเอียด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการในระยาวตามแผนอีเพย์เม้นท์







