
เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบกว้าง หลังตลาดรอผลประชุมเฟด
โดย...วรดา ตันติสุนทร
โดย...วรดา ตันติสุนทร
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย มองว่า ในสัปดาห์นี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบกว้างขึ้นที่ 34.60-35.00 โดยตลาดสหรัฐจะเข้าสู่ช่วงก่อนการประชุม (Silent Period) ซึ่งผู้กำหนดนโยบายจะไม่ออกมาให้ความเห็นในตลาดก่อนการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 21 ก.ย.นี้ โดยข้อมูลสำคัญของสหรัฐจะมีเพียงตัวเลขยอดค้าปลีกของเดือน ส.ค.ที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า (-0.1% MoM)
และตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของเดือน ส.ค.โดยตลาดมองว่าเงินเฟ้ออาจเร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยในช่วง Silent Period นี้อาจมีการซื้อขายที่บางลง และอาจทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบที่กว้างขึ้น ประกอบกับทุนจากต่างชาติที่จะไหลเข้ามาในตลาดไทยมีทิศทางชะลอลง ส่งผลให้เงินบาทอาจเคลื่อนไปในทิศทางที่อ่อนค่าต่อไปได้
นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) ในวันที่ 14 ก.ย.โดยเรามองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% เป็นครั้งที่ 11 ติดต่อกัน โดยต้องการเก็บพื้นที่นโยบายการเงิน (Policy Space) เอาไว้ในยามจำเป็น อีกทั้งเงินบาทที่กลับมามีทิศทางอ่อนค่าลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังช่วยลดความกดดันของ ธปท.ลงอีกด้วย
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ สัปดาห์นี้จะมีข้อมูลเศรษฐกิจเดือน ส.ค.ของจีน อย่างยอดค้าปลีก การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร และผลผลิตอุตสาหกรรม ในฝั่งยุโรปจะมีการประชุมของทางธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ที่ตลาดคาดว่าน่าจะคงมาตรการทางการเงินไว้ในระดับเดิม หลังจากลดอัตราดอกเบี้ยและเพิ่มการเข้าซื้อสินทรัพย์ไปแล้วเมื่อการประชุมครั้งก่อน โดยเศรษฐกิจอังกฤษก็ไม่ได้ดูแย่ลงมากนัก หลังจากเหตุการณ์แบร็กซิต
ด้านค่าเงินบาทสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดตลาดที่ 34.63 อ่อนค่าลงจากสัปดาห์ก่อน และอ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วงต้นสัปดาห์ หลังนักลงทุนต่างชาติเริ่มขายสุทธิในตลาดไทย อีกทั้งเงินทุนที่ไหลเข้ามาก็เริ่มมีทิศทางชะลอลงแล้ว ในช่วงกลางสัปดาห์เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย หลังตัวเลขดัชนี ISM ภาคบริการของสหรัฐออกมาน้อยกว่าตลาดคาดการณ์ ทำให้ตลาดลดการคาดการณ์โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยเดือน ก.ย.ลงมาอยู่ที่ 24% โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.มากกว่าที่ประมาณ 50% ในช่วงปลายสัปดาห์เงินบาทก็ปรับอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากเงินทุนของต่างชาติที่เข้ามาน้อยลง
ประกอบกับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตัดสินใจคงมาตรการทางการเงิน อีกทั้งไม่ยืดระยะเวลาการทำมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ (คิวอี) ออกไปเกินกว่าเดือน มี.ค. 2560 ผิดกับที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการยืดระยะเวลาไปจนถึงเดือน ก.ย. 2560 ส่งผลให้เงินบาทและเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ต่างปรับอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐและยูโร ในท้ายสัปดาห์เงินบาทอ่อนค่ามาปิดตลาด
ที่ 34.74
ขณะที่เงินเยน เปิดตลาดที่ 103.94 อ่อนค่าลงจากเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว โดย ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ว่า บีโอเจยังไม่ตัดโอกาสการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในทุกช่องทางหากจำเป็น อย่างไรก็ดีเงินเยนปรับแข็งค่าขึ้นมาตลอดทั้งสัปดาห์เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้อดีตผู้กำหนดนโยบายของญี่ปุ่น อย่าง คาสุโอะ โมโมะ ที่มองว่า บีโอเจอาจยังไม่จำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม สอดคล้องกับความคิดเห็นจากที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ฮามาดะ ที่มองว่าบีโอเจจะคงนโยบายการเงินเพื่อรอดูทิศทางของเฟด โดยเงินเยนปิดตลาดที่ระดับ 102.19
ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ 1.1149 เปิดตลาดแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ หลังจากที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในเดือน ส.ค.ออกมาน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้ตลาดลดการคาดการณ์ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในเดือน ก.ย.ลงมาเหลือที่เพียง 24% และในช่วงปลายสัปดาห์เงินยูโรก็แข็งค่าขึ้น หลังจากอีซีบีตัดสินใจไม่ยืดเวลาการเข้าซื้อสินทรัพย์ในโปรแกรมคิวอี อีกทั้งคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักไว้ที่ 0% อัตราเงินฝากอยู่ที่ -0.4% และคงการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ 8,000 ล้านยูโร/เดือน ทำให้ยูโรแข็งค่าขึ้นมาปิดตลาดที่ 1.1271







