
ฝันสลาย
โดย...บล.กสิกรไทย
โดย...บล.กสิกรไทย
ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. (ดัชนีลง 5 จาก 6 วันทำการ) ดัชนีปรับร่วงลงมาแล้วกว่า 6% จนลงมาอยู่ที่ 1,450 จุด เข้าใกล้ Expected PER 15.5 เท่าที่ 1,438 จุด มองที่บริเวณฐาน PER ดังกล่าว SET Index น่าจะมีโอกาสที่จะเกิด TechnicalRebound ในช่วงสั้น (เป็นไปตามจังหวะทางเทคนิคของการปรับฐานจากจุดสูงสุดกว่า 6% ในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน)
กลุ่มหุ้นที่มีโอกาส Rebound และมีพื้นที่ให้เก็งกำไรระยะสั้นมองไปที่หุ้นที่ถูก Short Sale หนักและปรับลงมากที่สุดตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. 2559 โดยไล่ตั้งแต่ THAI, ITD, TASCO, CBG, QH, TRUE, GLOBAL, HMPRO, DTAC, PTG, STEC, BLAND, SAWAD, GPSC, CK, IVL, GUNKUL, BCP, ROBINS, BEM และ KTB เหล่านี้เป็นกลุ่มหุ้นที่ติดอันดับถูก Short และลงหนัก ซึ่งน่าจะมีการทำ Cover Short ซื้อคืนบางส่วน เป็นโอกาสในการเข้า Trading ระยะสั้นได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าดัชนีจะมีโอกาสฟื้นตัวหลังปรับลงรุนแรงจาก Expected PER 16.8 เท่า (1,560 จุด) จนลงมาใกล้ PER 15.5 เท่า แต่ที่บริเวณ PER ดังกล่าวก็ยังถือว่าไม่เหมาะแก่การลงทุนระยะยาวเท่าไหร่นัก เนื่องจากยังเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีกว่า +0.2 S.D. ซึ่งจากสถิติของ SET Index ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แนวรับที่เหมาะแก่การเข้าซื้อเพื่อหวังลงทุนระยะยาวจะอยู่ที่ระดับ Expected PER 13 เท่า ดัชนีมักจะถูกรับก่อนจะมีการฟื้นตัวยาวทุกครั้ง
กระแสเงินทุนไหลออกยังคงเป็นปัจจัยความเสี่ยงหลักของ SET Index แม้ว่านักลงทุนต่างประเทศจะยังคงเข้าซื้อสุทธิต่อเนื่องอีก 626 ล้านบาท (ตั้งแต่หลังเกิด BREXIT 28 มิ.ย. 2559-ปัจจุบัน นักลงทุนต่างประเทศเข้าซื้อสุทธิต่อเนื่องกว่า 9.5 หมื่นล้านบาท และมีการขายสุทธิเพียงแค่ 6 วันทำการรวม 5,000 ล้านบาทเท่านั้น) แต่สถานะปัจจุบันของนักลงทุนต่างประเทศเริ่มที่จะประสบกับการขาดทุน หากมองที่ยอด 9 หมื่นล้านบาท ที่ซื้อสะสมมาตั้งแต่หลังเกิด BREXIT 28 มิ.ย. 2559-ปัจจุบัน ต่างชาติจะมีต้นทุนเฉลี่ยที่ 1,508 จุด เท่ากับว่าการลงของ SET Index ในช่วง 2 วันนี้ ได้ทำให้ต่างชาติขาดทุนไปแล้ว 3.5% หาก SET Index ไม่ฟื้นตัว ยังลงต่อ จะยิ่งเป็นตัวเร่งให้ต่างชาติมีโอกาสขายตัดขาดทุนมากขึ้น ถือเป็นระเบิดเวลาที่ต้องระวังไว้เป็นอย่างสูง (สำหรับรอบการซื้อตั้งแต่ 15 ก.พ. 2559-ปัจจุบัน สูงถึง 1.73 แสนล้านบาท มีทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 1,456 จุด)
ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0% คงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.4% ขณะเดียวกัน ECB ได้ประกาศคงวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ระดับ 8 หมื่นล้านยูโร/เดือน และไม่มีการขยายช่วงเวลาในการดำเนินนโยบายดังกล่าวที่มีกำหนดสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 2017
มติของ ECB สะท้อนว่า Trend ของการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย ดอกเบี้ยต่ำจนถึงติดลบของบรรดาธนาคารกลาง ได้สิ้นสุดไปแล้ว ซึ่งจะเห็นได้จากเช้านี้ธนาคารกลางเกาหลีใต้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.25% เมื่อ ECB ไม่ได้ใช้
มาตรการเงินเพิ่มเติมก็ยิ่งเป็นการเปิดช่องให้ Fed สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้กระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนปั่นป่วนผันผวนมากขึ้น
โดยเฉพาะการโยกย้ายเงินทุนจากกลุ่มประเทศ Emerging Market ย้ายเข้า Developed Market โดยเฉพาะการย้ายจาก Southeast Asia สู่ Northeast Asia ที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นตัวกดดันหลักที่อาจทำให้ SET Index ต้องปรับลงมาอีกครั้ง ซึ่งน่าจะทำให้ดัชนีในระยะกลาง ลงต่ำกว่า PER 15.5 เท่า มุ่งเข้าหาระดับเฉลี่ยที่ 14.8 เท่า หรือที่ระดับ 1,373 จุด







