
มุ่งเชื่อมโยงฮับภูมิภาค
สศช.มองศูนย์กลางอาเซียนแห่งเดียวไม่เป็นผลดี ชี้แต่ละประเทศมีความถนัดแตกต่างกัน ระบุจีดีพีไทยเฉลี่ย 3% ไม่เป็นอุปสรรค
สศช.มองศูนย์กลางอาเซียนแห่งเดียวไม่เป็นผลดี ชี้แต่ละประเทศมีความถนัดแตกต่างกัน ระบุจีดีพีไทยเฉลี่ย 3% ไม่เป็นอุปสรรค
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในอาเซียนถือว่ามีอัตราการขยายตัวสูงเฉลี่ย 5% ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา ซึ่งเห็นว่าการมีศูนย์กลางประเทศในอาเซียนเพียงแห่งเดียวไม่ส่งผลดีนัก เพราะแต่ละประเทศในพื้นที่อาเซียนมีจุดแข็งและความถนัดในการเป็นศูนย์กลางด้านต่างๆ ที่แตกต่างกัน
ทั้งนี้ ควรเน้นการเชื่อมโยงของประเทศในภูมิภาคมากกว่า หากทุกประเทศเติบโตไปด้วยกันจะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่ภูมิภาคอย่างแท้จริง เช่น สิงคโปร์ ถนัดทางด้านการเงิน ไทยถนัดด้านการขนส่ง ทางอากาศ โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม การท่องเที่ยว และภาคบริการ เป็นต้น
ขณะที่ สศช.ได้วางยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงประเทศในภูมิภาคตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบในการขนส่งสินค้า และกฎระเบียบในการทำการค้า รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น แม้ว่าจีดีพีประเทศไทยเติบโตเฉลี่ย 3% ในปีนี้มองว่าไม่เป็นอุปสรรคในการพัฒนา แต่ยังไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 12 เตรียมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเบื้องต้น 6.5 ล้านล้านบาท ภายใน 10 ปี (ปี 2560-2569) เพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ ส่วนแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะสั้นช่วง 5 ปี (ปี 2560-2564) วางงบการลงทุนราว 3 ล้านล้านบาท ในภาคส่วนคมนาคมการขนส่ง ระบบราง มอเตอร์เวย์ ท่าเรือ การบิน เป็นต้น โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ในครึ่งปีแรกมีผู้ประกอบการขอรับการส่งเสริมการลงทุน มีมูลค่าโครงการรวม 3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 6 เดือนแรกปีนี้ 300% โดย 80% เป็นการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งโครงการลงทุนอันดับ 1 เกี่ยวกับด้านดิจิทัล ส่วนมูลค่าการลงทุนสูงสุด เป็นอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า โอกาสการเป็นฮับของไทยในเศรษฐกิจอาเซียนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ในมุมมองของนักลงทุนโจทย์ในการทำธุรกิจ คือ ประเทศไหนถนัดในการผลิตด้านใด มีทักษะทางด้านไหน ก็ควรผลิตในประเทศนั้น โดยเฉพาะในกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย (ซีแอลเอ็มวีที) ที่มีความเชื่อมโยงทางด้านภูมิศาสตร์ การคมนาคม ไม่เป็นอุปสรรค ซึ่งควรเลือกตั้งฐานการผลิตจากความถนัดของประเทศนั้นๆ







