
ข้ามรุ่น (2)
โดย...ปพนธ์ มังคละธนะกุล
โดย...ปพนธ์ มังคละธนะกุล
การจะสร้างจิตวิญญาณ “ข้ามรุ่น” ให้เกิดขึ้นในตัวบุคคลและองค์กร ต้องลืมซึ่งตรรกะทั้งปวง และใช้อารมณ์นำ เมื่อมีอารมณ์ร่วมเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น จึงค่อยใช้ตรรกะในการมองหาช่องทางที่เหมาะสมในการจะพิชิตชัย
อารมณ์นำ ตรรกะตาม
จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
ในช่วงแรกของการสร้างอารมณ์ร่วม คนส่วนใหญ่ในองค์กรจะมีความเคลือบแคลงมากถึงมากที่สุด ทุกคนตั้งคำถามทั้งในใจ และเปล่งออกมาให้คนได้รับรู้โดยทั่ว น้อยคนนักที่จะเชื่อว่าทำได้ในทันที ดังนั้นจึงต้องมียุทธวิธีในการสร้างและปลุกขวัญกำลังใจ และความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น
ช่วงแรก คุณต้องตั้งโจทย์ร่วมให้กับพวกเขา ไม่ใช่โจทย์ขององค์กร หรืออะไรที่เขาไม่สามารถเอาตัวไปผูกเกี่ยวด้วยได้ โจทย์ขององค์กรมันไกลตัวพวกเขาเกินไป เขายากที่จะมีอารมณ์ร่วม หรือรู้สึกร่วมด้วยได้ ต้องตั้งโจทย์ที่ใกล้ตัวเขา ที่เขาอาจมีปมร่วมกัน ที่เขาต่างมีพื้นเพและเบื้องหลังเหมือนกัน เพื่อให้ทุกคนรวมใจเป็นหนึ่งเดียว มุ่งไปที่เป้าเดียวกันให้ได้
ตั้งโจทย์แล้ว ใช่ว่าทุกคนจะแห่มารวมพลังกันในบัดดล มันไม่ง่ายอย่างนั้น
ถัดไป คุณต้องหาคนที่จะเป็น “Change Agent” หรือตัวแทนของพวกเขาที่จะแสดงให้พวกเขาเห็นว่า ที่เขาเคลือบแคลงสงสัยนั้น ล้วนมโนกันไปเองทั้งนั้น คุณต้องพยายามขุนให้คนกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จตามแนวทาง ตามแบบแผนของคุณให้ได้ เพื่อแสดงให้คนที่เหลือเห็นว่า แนวทางของคุณมันเป็นไปได้ ด้วยคนแบบเดียวกัน ที่ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นไปได้นี่แหละ
คนเรามักจะตีกรอบตัวเองจากความล้มเหลว หรือการปราศจากความสำเร็จในอดีต พาลเหมารวมไปว่าตนคงไปไม่ได้ไกลกว่าที่ผ่านมา พวกเขามักถูกพันธนาการจากสิ่งเหล่านั้น จึงไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ เพราะใจไม่เอาด้วย พวกเขารอหาตัวอย่างที่จะมาบอกและย้ำเตือนเขาว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นผิด
“Change Agent” จึงต้องเป็นคนพวกเดียวกับเขา คุณไม่สามารถเอาคนนอกมาทำหน้าที่นี้ได้ เพื่อพิสูจน์และตอกย้ำให้เห็นว่า คนอย่างพวกเขาก็สามารถ “ข้ามรุ่น” ได้จริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงความเพ้อฝัน คำโฆษณาชวนเชื่อลมๆ แล้งๆ หากคุณเอาคนนอกมาแสดงบทบาทนี้ ความเคลือบแคลงสงสัยในตัวเองของพวกเขาจะไม่หายไป เพราะคนที่ทำได้ไม่ใช่พวกเดียวกับเขา
แต่หากคนพวกเดียวกับเขาทำได้ เขาจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองทันทีว่า ทำไมเพื่อนเขาถึงทำได้ ทั้งๆ ที่มีอะไรเหมือนๆ กัน อะไรกันแน่ที่หยุดยั้งเขาไม่ให้สามารถทำในสิ่งที่ดีกว่าได้ หรือจริงๆ เป็นเพียงเพราะใจของเขาต่างหากที่คิดไปเองว่าตัวเองไม่ดีพอ
คนทุกคนล้วนต้องการความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ไม่มีใครอยากอยู่กับที่ จมปลัก ไม่ขยับไปข้างหน้า มุ่งหาสิ่งที่ดีกว่า เพียงแต่ในบางขณะเขาอาจขาดซึ่งความเชื่อมั่น เพราะมีสิ่งที่มาบั่นทอนมันไปจนเริ่มจะเลือนหาย การที่เขาได้เห็นคนแบบเดียวกันทำในสิ่งที่เขากลัว ไม่กล้า หรือคิดฝัน แล้วสำเร็จได้ ช่างไม่ต่างจากการถูกตบหน้าให้เขารู้สึกตัวตื่น และเป็นการปลุกไฟในตัวที่เริ่มจะมอดลงให้ลุกโชนขึ้นมาได้อีกครั้ง เมื่อหนึ่งคนทำได้ คนอื่นๆ ก็จะเริ่มตามมา เพราะหากคนหลังๆ ไม่วิ่งตามไป ยังย่ำอยู่ที่เดิม นั่นคือการตอกย้ำว่าเขาเหล่านั้นไม่ไหวจริงๆ
มีใครอยากจะยอมรับสิ่งนั้น โดยไม่พยายามลองดูสักตั้งหรือ
เมื่อถึงจุดนี้ ถือว่าคุณได้จุดไฟติดแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่คุณจะเติมเชื้อออกซิเจนเพิ่มอย่างไร ใส่ลมพัดในช่วงไหน เพื่อให้ไฟมันโหมแรงยิ่งๆ ขึ้นไปจนเป็นไฟลามทุ่ง เผาผลาญทุกอย่างที่ขวางหน้า







