
ซีแอลเอ็มวีดูดเอฟดีไอ
อาเซียนซัมมิตชี้ตลาดซีแอลเอ็มวีขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ต่างชาติพุ่งลงทุนดันขยายตัวเฉลี่ย 38%
อาเซียนซัมมิตชี้ตลาดซีแอลเอ็มวีขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ต่างชาติพุ่งลงทุนดันขยายตัวเฉลี่ย 38%
สำนักข่าวนิกเกอิ เปิดเผยการรายงานของอังค์ถัดในงานอาเซียนซัมมิต 2016 ที่จัดขึ้นในนครหลวงกรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เปิดเผยว่า เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (เอฟดีไอ) ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการเติบโตเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) ที่เอฟดีไอขยายตัวเฉลี่ย 38%
นายเจมส์ ชาญ ผู้บริหารด้านการลงทุนของสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) กล่าวว่า นโยบายตลาดเดียว (ซิงเกิ้ลมาร์เก็ต) ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แสดงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค โดยในภาพรวมมีการขยายตัวของเอฟดีไอในตลาดใหม่อย่างซีแอลเอ็มวีที่โตสวนทางกับเม็ดเงินเอฟดีไอเฉลี่ยของอาเซียน ในปีก่อนที่ลดลงราว 8% รวม 4.3 ล้านล้านบาท ซึ่งเงินทุนจากโซนยุโรปและสหรัฐอเมริกาลดลงราว 20% และ 17% ตามลำดับ
ขณะที่เม็ดเงินลงทุนจากภูมิภาคเอเชียส่งสัญญาณที่ดีจากการขยายตัวของเม็ดเงินเอฟดีไอจากจีนและญี่ปุ่นราว 11% และ 17% ตามลำดับ โดยเฉพาะเม็ดเงินจากอินเดียที่เพิ่มสูงถึง 107% จากปีก่อน
ดังนั้นซีแอลเอ็มวีจึงกลายเป็นเป้าหมายแห่งใหม่ที่สามารถรองรับความเสี่ยงการลงทุนได้ทุกประเภท ส่งผลให้เม็ดเงินทุนที่เข้ามาในซีแอลเอ็มวีขยายตัวเฉลี่ย 38% คิดเป็นสัดส่วน 14% ของเม็ดเงินที่เข้ามาในอาเซียน โดยเวียดนามขยายตัวราว 28% จากปีก่อน ส่วนเมียนมามีเม็ดเงินลงทุนโตถึง 211% ด้านลาวและกัมพูชามีอัตราขยายตัวเฉลี่ยเท่ากันที่ 70%
“เม็ดเงินลงทุนในเวียดนามได้สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่นให้ต่อยอดธุรกิจได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่มีบริษัททุนยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้เข้าไปเปิดโรงงาน ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการรับช่วงต่อการผลิต อีกทั้งผู้บริโภคในเวียดนามยังได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้ากลุ่มนี้ที่ลดลงอีกด้วย” นายเจมส์ กล่าว
นายจายันต์ ริคเก้ ผู้อำนวยการกลยุทธ์และการตลาดเอเชียแปซิฟิก ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า การเปิดเวทีอาเซียนซัมมิตในครั้งนี้ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางภูมิภาคที่สำคัญโดยเฉพาะแนวโน้มการควบคุมเศรษฐกิจอาเซียนที่โตอย่างก้าวกระโดด ทั้งจากการกระตุ้นตลาดด้วยการเปิดเสรีการค้าระหว่างอาเซียนและกลุ่มอาเซียนบวก 6 อย่าง ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าและแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจแต่ละประเทศร่วมกัน
สำหรับการประชุมอาเซียนซัมมิตในครั้งนี้ เน้นการหารือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจอาเซียน การควบรวมทรัพยากรพลังงาน เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาการขนส่ง รวมถึงความสำคัญของผู้ประกอบการรุ่นใหม่และแรงงานหญิง ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้นำทั่วโลก รวมทั้งนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐและบริษัททั่วภูมิภาคอาเซียนกว่า 400 ราย







