
3 ปัจจัยหนุนดอลลาร์แข็ง
ในช่วงกลางปี 2014 จนถึงปลายปี 2015 ที่ Fed มีการประกาศขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 Dollar Index ซึ่งเป็นดัชนีแสดงอัตราแลกเปลี่ยนของเหรียญสหรัฐเทียบกับค่าเงินสกุลหลักได้แข็งค่าขึ้นถึงราว 20% ในช่วงดังกล่าว แต่มาในปีนี้ค่าเงินเหรียญสหรัฐพลิกกลับมาอ่อนค่าลงราว 4% นับจากต้นปี โดยได้รับแรงกดดันจากการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และการกลับมาแข็งค่าของค่าเงินเยน ท่ามกลางความเสี่ยงจาก Brexit และความกังวลของตลาดต่อข้อจำกัดการซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางญี่ปุ่น ประกอบกับการฟื้นตัวของค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ตามกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้าลงทุนหลังเกิด Brexit
ในช่วงกลางปี 2014 จนถึงปลายปี 2015 ที่ Fed มีการประกาศขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 Dollar Index ซึ่งเป็นดัชนีแสดงอัตราแลกเปลี่ยนของเหรียญสหรัฐเทียบกับค่าเงินสกุลหลักได้แข็งค่าขึ้นถึงราว 20% ในช่วงดังกล่าว แต่มาในปีนี้ค่าเงินเหรียญสหรัฐพลิกกลับมาอ่อนค่าลงราว 4% นับจากต้นปี โดยได้รับแรงกดดันจากการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และการกลับมาแข็งค่าของค่าเงินเยน ท่ามกลางความเสี่ยงจาก Brexit และความกังวลของตลาดต่อข้อจำกัดการซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางญี่ปุ่น ประกอบกับการฟื้นตัวของค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ตามกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้าลงทุนหลังเกิด Brexit
เรามองว่าเหรียญสหรัฐจะกลับมาแข็งค่าในช่วงที่เหลือของปี เนื่อง จาก 3 ปัจจัยหลัก ซึ่งได้แก่ 1) การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐในช่วงปลายปี ซึ่งสวนทางกับยุโรปและญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม 2) สถานะซื้อสุทธิของนักเก็งกำไรค่าเงินเหรียญสหรัฐในตลาดซื้อขายล่วงหน้ายังอยู่ในระดับต่ำ และ 3) การบังคับใช้กฎใหม่สำหรับกองทุนรวมตลาดเงินในสหรัฐ (Money Market Fund Reform) ซึ่งทำให้ดอกเบี้ย LIBOR พุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี
ในประเด็นแรก แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐน่าจะเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตามการฟื้นตัวของ GDP ที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี และแรงกดดันเงินเฟ้อที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราการว่างงานที่ลดต่ำลงจนเข้าใกล้ระดับการจ้างงานเต็มที่ (Full Employment) รวมถึงราคาพลังงานที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ในขณะที่ในยุโรปและญี่ปุ่นอัตราเงินเฟ้อยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ และยังกดดันให้ ECB และ BoJ ต้องผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมต่อไป
เราคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. ในขณะที่ ECB จะประกาศยืดอายุมาตรการ QE ออกไปอีก 9-12 เดือน และ BoJ ก็อาจประกาศผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งแนวโน้มการดำเนินนโยบายที่ แตกต่างกันนี้จะส่งผลกดดันให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเหมือนในช่วงปี 2014-2015
ส่วนปัจจัยที่สองที่จะผลักดันให้เหรียญสหรัฐกลับมาแข็งค่า คือ สถานะซื้อสุทธิของนักเก็งกำไรซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำ โดย Net Non-Commercial Long Position ของ Dollar Index ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ณ สิ้นเดือน ส.ค. อยู่ที่ 14,966 สัญญา หรือเทียบเป็น Percentile ที่ 29% เมื่อเทียบกับข้อมูลในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งชี้ว่านักเก็งกำไรค่าเงิน และ Hedge Fund ยังถือครองเหรียญสหรัฐในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับในอดีตและมีโอกาสสูงที่นักเก็งกำไรเหล่านี้จะกลับมาซื้อเหรียญสหรัฐเพิ่มหากค่าเงินกลับมามีทิศทางแข็งค่าในระยะยาว
และปัจจัยสุดท้าย ได้แก่ การบังคับใช้กฎใหม่สำหรับกองทุนรวมตลาดเงินในสหรัฐ (Money Market Fund Reform) ซึ่งจะบังคับให้ Prime Money Market Funds หรือกองทุนรวมตลาดเงินที่มีการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงเครดิต เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นของธนาคารและภาคเอกชน (Certificates of Deposit หรือ Commercial Ppers) ต้องตีราคาสินทรัพย์ตามราคาตลาด (จากที่ก่อนหน้านี้ไม่ต้อง Mark to Market และให้มี NAV คงที่ที่ 1 เหรียญสหรัฐตลอดเวลา) และเพิ่มข้อจำกัดในการถอนเงินลงทุนในกรณีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อลดผลกระทบต่อสภาพคล่องในตลาด
เกณฑ์ใหม่ซึ่งจะมีการบังคับใช้ในวันที่ 14 ต.ค.นี้ ส่งผลให้นักลงทุนย้ายเงินลงทุนจาก Prime Funds ไปลงทุนใน Government Funds (ซึ่งไม่ต้อง Mark to Market และไม่มีข้อจำกัดด้านการถอนเงินลงทุน) เป็นจำนวนกว่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา เงินทุนที่ไหลออกจาก Prime Money Market Funds ทำให้ความต้องการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นของธนาคารและภาคเอกชนลดลง และทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องหันไประดมทุนในตลาด Interbank มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ดอกเบี้ย 3M USD LIBOR เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงปลายเดือน มิ.ย. สู่ระดับสูงสุดตั้งแต่เดือน พ.ค. 2009 ที่ 0.833%
การพุ่งขึ้นของอัตราดอกเบี้ย LIBOR จะทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมเงินในสกุลเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น และทำให้สภาพคล่องของเงินเหรียญสหรัฐในตลาด Interbank ลดลง รวมทั้งก่อให้เกิดการคืนเงินกู้ในสกุลเหรียญสหรัฐซึ่งนำไปลงทุนในสินทรัพย์ในสกุลเงินต่างประเทศไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งจะฉุดให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น
เหรียญสหรัฐที่แข็งค่าจะส่งผลกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำและน้ำมัน และทำให้เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าหุ้นและตราสารหนี้ในตลาดเกิดใหม่มาต่อเนื่อง ตั้งแต่ผลโหวต Brexit ในช่วงปลายเดือน มิ.ย. ชะลอตัวลงหรือพลิกกลับเป็นไหลออก นอกจากนี้ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอาจกดดันค่าเงินหยวนให้อ่อนลง และทำให้ความกังวลเรื่องเงินทุนไหลออกจากจีนกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง







