posttoday
บิ๊กTUเก็บหุ้น154ล.

บิ๊กTUเก็บหุ้น154ล.

08 กันยายน 2559

จังหวะหุ้นดิ่งหนัก 2 วัน “ธีรพงศ์ จันศิริ” ใช้ 154 ล้าน ซื้อ TU กว่า 7.5 ล้านหุ้น ขณะที่ดัชนียังดิ่งต่อปิดลบ

จังหวะหุ้นดิ่งหนัก 2 วัน “ธีรพงศ์ จันศิริ” ใช้ 154 ล้าน ซื้อ TU กว่า 7.5 ล้านหุ้น ขณะที่ดัชนียังดิ่งต่อปิดลบ

จากการรวบรวมรายงานการถือครองหุ้นของกรรมการและผู้บริหารตามมาตรา 52-9 ที่ต้องรายงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (กลต.) พบว่าในช่วง วันที่ 2 และวันที่ 5 ก.ย. 2559 ซึ่งเป็นวันที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรงจากข่าวลือที่เกิดขึ้น จะพบว่ามีผู้บริหารได้ทยอยเข้าซื้อหุ้นของตัวเองเข้าพอร์ตหลังจากราคาลดลงเกินปัจจัยพื้นฐานของกิจการ

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) ได้เข้าซื้อหุ้น 2 รายการจำนวน 5 ล้านหุ้นที่ราคา 20.44 บาทและอีก 2.5 ล้านหุ้นที่ราคา 20.43 บาท รวมเป็นเงินที่เข้าซื้อทั้งสิ้น 153.77 ล้านบาท ล่าสุดราคาหุ้น TU ปิดที่ 20.70 บาท ซึ่งทำให้มีกำไรจากการเข้าซื้อเกือบ 2 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ TU นั้นกิจการยังเติบโตดีโดย บล.กรุงศรี ระบุว่า มีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้นหลังจากที่ได้ข้อมูลจากผู้บริหารเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยคาดว่าธุรกิจแซลมอนรมควันซึ่งทำรายได้ให้บริษัทประมาณ 10% จะถึงจุดคุ้มทุนในครึ่งปีหลังนี้ หลังจากที่ต้นทุนวัตถุดิบลดลง 15% ตามการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากนอร์เวย์

นอกจากนี้ บริษัทสามารถต่อรองปรับราคาขายกับลูกค้าได้สำเร็จด้วย การส่งออกกุ้งจากไทย และธุรกิจอาหารกุ้งซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 12% ของรายได้รวมก็ดีขึ้นต่อเนื่องตามมูลค่าการส่งออกกุ้งของไทยที่เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปริมาณการผลิตในประเทศที่สูงขึ้น และความต้องการซื้อที่แข็งแกร่งขึ้นจากสหรัฐและญี่ปุ่น

สำหรับธุรกิจปลาทูน่าแบบมีตรายี่ห้อในยุโรปคาดว่ายังดีต่อเนื่องจากการที่ราคาทูน่ามีเสถียรภาพมากขึ้น บวกกับส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นจากการมีตราสินค้าที่โดดเด่นเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค และการรับรู้กำไรจาก Rugen Fisch (ประมาณ 2% ของกำไร TU) และคาดว่ากำไรสุทธิของ TU ในครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน หรือจะมีกำไร 2,900 ล้านบาท นอกจากนั้นยัง เพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปีหน้าขึ้นอีก 8% เป็น 6,600 ล้านบาท และเพิ่มคำแนะนำเป็นถือ และราคาเป้าหมายเป็น 22 บาท ธุรกรรมซื้อกิจการใหม่จะเป็นปัจจัยกระตุ้นในระยะสั้น

นอกจากนี้ นายวิโรจน์ สติธโรปกรณ์ ซื้อหุ้น บริษัท การบินกรุงเทพ (BA) 14,000 หุ้น ที่ราคา 24.59 บาท และนายอนวัช ลีละวัฒน์วัฒนา กรรมการ BA ซื้อหุ้น BA จำนวน 2 รายการ 3 หมื่นหุ้น ราคา 24.80 บาท และ 4.5 หมื่นหุ้น ที่ราคา 24.29 บาท ขณะที่นายอมฤทธิ์ ปั้นศิริ กรรมการอิสระ บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ (GRAND) ซื้อหุ้น GRAND 4.3 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 0.85 บาท

นายพริษฐ์ ทีฆคีรีกุล กรรมการ บริษัท คาร์มาร์ท (KAMART) ซื้อหุ้น KAMART 5.9 หมื่นหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 12.4 บาท และนายดุสิต ศรีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชียงใหม่รามธุรกิจการแพทย์ (CMR) ซื้อหุ้น CMR 2 หมื่นหุ้น ที่ราคา 4.87 บาท นายณยศ ปิสัญธนะกูล ซื้อหุ้นบริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น (SYNTEC) 5,000 หุ้นที่ราคา 3.66บาท นางสุวรรณี แซ่ลี่ ซื้อหุ้น SYNTEC จำนวน 1 หมื่นหุ้นที่ 5.40 บาท  และ น.ส.ชลธิชา ทีปกรสุขเกษม กรรมการ บริษัทผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี (CCP) ซื้อหุ้น CCP 3 แสนหุ้น ราคา 0.71 บาท

ในขณะที่ดัชนีหุ้นไทยยังลดลงอย่างต่อเนื่อง ปิดที่ 1,487.20 จุด ลดลง 9.70 จุด หรือลดลง 0.65% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 56,363.87 ล้านบาท ดัชนีเคลื่อนไหวระหว่าง 1,487.20 -1,511.62 จุด สถาบันในประเทศกลับมาซื้อ 1,591.38 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อ 421.64 ล้านบาท พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ยังคงขายที่ 1,187.92 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปพลิกมาขาย 825.11 ล้านบาท

นายสุโชติ ถิรวรรณรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนในวันนี้ ตลาดคงแกว่งตัวแคบไร้ทิศทางเพื่อรอปัจจัยใหม่เข้ามา พร้อมให้แนวรับ 1,480 จุด ซึ่งไม่ควรลงต่ำกว่านี้ หากดัชนีหลุดระดับดังกล่าวก็มีแนวโน้มจะเป็นขาลงได้ ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ 1,500-1,520 จุด

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์