posttoday
ธปท.เฝ้าระวังจุดเปราะบาง เสริมแกร่งเศรษฐกิจไทย

ธปท.เฝ้าระวังจุดเปราะบาง เสริมแกร่งเศรษฐกิจไทย

07 กันยายน 2559

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินไทยแกร่งพอรับมือสภาวะปกติใหม่ (New Normal) แต่ยอมรับเริ่มเห็นความเปราะบางในบางจุด โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (เอสเอ็มอี) และครัวเรือน ด้านความสามารถในการชำระหนี้ พร้อมย้ำว่าการลดดอกเบี้ยจะส่งผลลบ ทำให้เกิดการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ผู้ว่าการฯ ธปท. กล่าวถึง “บทบาทธนาคารแห่งประเทศไทยในสภาวะปกติใหม่ (New Normal)” ในงานสัมมนา ที่ ธปท.สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า หน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพเรือเศรษฐกิจไทยไม่ให้โคลงในภาวะปกติใหม่ จนกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้โดยสารนั้น เป็นพันธกิจหลักของ ธปท. ในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน โดยด้านหนึ่ง คือ การเฝ้าระวังไม่ให้มีจุดเปราะบางจนจะเป็นปัญหาต่อเสถียรภาพระบบการเงินทั้งระบบ ให้ระบบเศรษฐกิจการเงินไทยสามารถทนทานต่อแรงกดดันต่างๆ ทั้งจากภายในและภายนอกได้

และแม้ว่าสถานะด้านเสถียรภาพการเงินของไทยยังเข้มแข็ง แต่เราเริ่มเห็นความเปราะบางในบางจุด เช่น กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี รวมถึงครัวเรือนเกษตร ที่ความสามารถในการชำระหนี้ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้าและปัญหาภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา แต่เสถียรภาพระบบการเงินไทยโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเป็นประวัติการณ์ 8% ของจีดีพีในปีที่ผ่านมา และจะยังคงเกินดุลต่อเนื่องในปีนี้ มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้สินต่างประเทศระยะสั้นถึงกว่า 3 เท่า รองรับแรงปะทะที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกได้ดี เช่นเดียวกับเสถียรภาพสถาบันการเงินไทยที่อยู่ในเกณฑ์ดี ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนในระดับสูง 17.5% ต่อสินทรัพย์เสี่ยง มีเงินสำรองหนี้เสีย 161% ของเงินสำรองพึงกัน สามารถรองรับคุณภาพสินเชื่อที่อาจด้อยลงบ้างในช่วงเศรษฐกิจที่มีความอ่อนไหวอยู่

นอกจากนี้ ธปท.ต้องพัฒนากลไกการออกนโยบายหรือมาตรการกำกับดูแลความเสี่ยงเชิงระบบ (Macroprudential Policy) เพื่อให้แน่ใจว่า ธปท.มีเครื่องมือพร้อมรับกับความเสี่ยงใหม่ๆ และหยิบใช้ได้ทันท่วงที เพื่อมุ่งป้องกันการก่อตัวของความเสี่ยงเชิงระบบ และออกใช้กับเฉพาะกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มได้ เพื่อจำกัดไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง เช่น ที่ผ่านมาเกณฑ์การกำกับสินเชื่อบัตรเครดิตที่กำหนดยอดผ่อนชำระและรายได้ขั้นต่ำ หรือการกำหนดวงเงินของสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ให้เกิน 5 เท่าของรายได้ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ธปท.ต้องประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งภายในและนอกประเทศ ให้เตรียมพร้อมรับมือกับภัยใหม่ๆ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ได้ ซึ่ง ธปท.เริ่มใช้กรอบ Scenario Analysis ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น เบร็กซิต หรือโอกาสที่จะเกิดปัญหาของสถาบันการเงินในประเทศจีน เป็นต้น ทำให้เข้าใจถึงโอกาส ความเสี่ยง นัยต่อเศรษฐกิจไทย ตลอดจนมองเห็นผลของความเชื่อมโยงระหว่างตัวแปรทางเศรษฐกิจต่างๆ ด้วย

รวมทั้ง ธปท.ต้องมีการวางระบบเตือนภัยและสื่อสารกับคนในเรือให้เตรียมพร้อมระวังตัว รวมถึงสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะช่วยป้องกัน/บรรเทาผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่ง ธปท.ได้พัฒนาการใช้งานข้อมูลในเชิงลึก ประยุกต์ใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) สร้างดัชนีขึ้นมาเตือนภัยล่วงหน้า ทั้งในเศรษฐกิจมหภาคและระบบสถาบันการเงิน

ผู้ว่าการฯ ธปท. กล่าวด้วยว่า บทบาท ธปท.ในด้านการพัฒนาให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ แม้จะอยู่ท่ามกลางกระแสคลื่นลมแรงนั้น อย่างน้อยต้องมี 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ 1.การดำเนินนโยบายการเงิน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีสภาพคล่อง หรือ สินเชื่อเป็นน้ำมันหล่อลื่นในระดับที่เหมาะสม เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

“อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันที่ 1.5% อยู่ในระดับต่ำเกือบที่สุดในประวัติการณ์ และอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอาจส่งผลลบ ด้วยการเพิ่มพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น นอกจากนี้ เราควรต้องรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินเพิ่มเติม (Policy Space) ไว้เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินโลกในอนาคต” วิรไท กล่าว

2.การสร้างความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ไทยขยายการให้บริการทางการเงินไปกลุ่มประเทศในภูมิภาค และส่งเสริมให้ธนาคารจากต่างประเทศใช้ไทยเป็นฐานในการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภูมิภาคด้วย โดยปีนี้ ธปท.จะเปิดให้ธนาคารพาณิชย์ในไทยปล่อยกู้ในสกุลเงินบาท ให้ธุรกิจที่จัดตั้งในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงได้โดยตรง และได้ปรับเพิ่มเพดานการนำเงินสดข้ามชายแดนได้เป็น 2 ล้านบาท/ครั้ง

และ 3.ยกระดับระบบการชำระเงิน ด้วยการร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์) เพื่อให้คนชำระเงินได้ง่ายและเข้าถึงได้ทั่วประเทศ ผ่านบริการพร้อมเพย์ และในระยะต่อไปจะสนับสนุนการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ (เดบิตการ์ด) ผ่านอุปกรณ์รับบัตรอย่างแพร่หลาย

ปัจจุบันระบบอี-เพย์เมนต์ระหว่างธนาคารมีธุรกรรมเฉลี่ย 3.9 ล้านรายการ/วัน คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 2.9 หมื่นล้านบาท/วัน โดยมีบัญชีอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง 12.9 ล้านบัญชี และโมบายแบงก์กิ้ง 11.6 ล้านบัญชี และมีเดบิตการ์ดอยู่ถึง 47 ล้านใบ ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท