
กองทุนต่างประเทศ กระจายพอร์ต ลดเสี่ยง
ตั้ งแต่ต้นปี ผมต้องคอยตอบคำถามทั้งลูกค้าและตัวแทนการขาย เกี่ยวกับผลตอบแทนจากกองทุนรวมต่างประเทศที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง ไม่ว่าจะเป็น เฮลท์แคร์ จีน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ยุโรปที่พากันทำผลตอบแทนติดลบอย่างน่าใจหาย
ตั้ งแต่ต้นปี ผมต้องคอยตอบคำถามทั้งลูกค้าและตัวแทนการขาย เกี่ยวกับผลตอบแทนจากกองทุนรวมต่างประเทศที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง ไม่ว่าจะเป็น เฮลท์แคร์ จีน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ยุโรปที่พากันทำผลตอบแทนติดลบอย่างน่าใจหาย
...หลายคนถึงกับเข็ด และบอกว่าจะไม่ลงทุนกองทุนไกลตัวอีกแล้ว...
สำหรับผมแล้ว การลงทุนในกองทุนต่างประเทศ ควรมุ่งหวังผลลัพธ์ใน 2 รูปแบบ คือ 1.หวังกำไรจากการลงทุน และ 2.เป็นการลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน เพราะปัจจุบันเรามีกองทุนแทบจะทุกภูมิภาค ทุกที่ในโลก อยากลงทุนที่ไหนก็สามารถไปลงทุนได้ไม่ยาก ไม่เหมือนในอดีตที่เราไม่มีทางเลือก เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง SET Index ลดลงเหลือ 200 จาก 1,600 หากพอร์ตลงทุนของเรามีแต่หุ้นไทยก็ย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนถึงขั้นล้มละลายได้
...ผมยอมรับว่าการลงทุนในกองทุนต่างประเทศไม่ใช่ว่าจะได้กำไรเสมอไป แน่นอนว่าก็มีที่ต้องขาดทุนบ้าง แต่คงไม่ง่ายที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ทุกประเทศในโลกจะพากันขาดทุนพร้อมกันหมดใช่ไหมครับ
จากตารางจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนแต่ละภูมิภาค ต่างก็สลับกันขึ้นลงเป็นปกติ ไม่มีภูมิภาคไหนที่บวกตลอด แล้วก็ไม่มีภูมิภาคไหนที่ลบตลอดเช่นกัน ปีที่ผ่านมาเอเชียผลตอบแทนติดลบ ปีนี้ก็กลับมาเป็นบวกได้ ส่วนญี่ปุ่นที่ปีที่ผ่านมาทำผลงานไว้ดีมากอยู่ที่ 9% ปีนี้กลับผลตอบแทนติดลบไปแล้วกว่า 11% ในประเทศไทยเองก็เช่นกันปีที่ผ่านมาผลตอบแทนติดลบถึง 14% แต่ปีนี้กลับสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างน่าสนใจ ตั้งแต่ต้นปีสร้างผลตอบแทนไปแล้วกว่า 20% ถ้าเราพิจารณาดีๆ จะเห็นว่าเม็ดเงินไหลไปตามแต่ละภูมิภาคในแต่ละปี แต่ละขณะ แตกต่างกันออกไป
สิ่งที่ผมอยากจะบอก คือ การลงทุนในต่างประเทศไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น จริงอยู่ที่ว่าเราไปลงทุนต่างประเทศด้วยตัวเอง อาจไม่เข้าใจพื้นที่เพียงพอ แต่ปัจจุบันส่วนมากแต่ละ บลจ. มักใช้วิธีการลงทุนแบบ Fund of Funds หรือ Feeder Fund อยู่แล้ว ซึ่งทั้งสองวิธีก็มาจากพื้นฐานความเชื่อว่าเราไม่รู้จักพื้นที่ดีพอนั่นเอง เราเลยมอบหมายให้ผู้จัดการกองทุนในประเทศเจ้าของทำหน้าที่บริหารพอร์ตและคัดเลือกกองทุนดีกว่า ซึ่งแน่นอนว่านำมาซึ่งค่าใช้จ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากลองนึกภาพง่ายๆ ถ้าเราจ้างผู้จัดการกองทุนที่อเมริกาบริหารกองทุนให้เราก็ย่อมต้องจ่ายแพงกว่าจ้างผู้จัดการกองทุนในไทยอยู่แล้ว อีกอย่างในส่วนของ บลจ. ไทยเอง เราก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเลือกกองทุนเช่นกัน จึงทำให้กองทุนต่างประเทศมักมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า แต่ค่าใช้จ่ายของกองทุนไม่ได้มีนัยสำคัญขนาดนั้น หากผลตอบแทนที่ได้รับยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ผมมองว่ามันคุ้มค่ากว่า
ส่วนประเด็นเรื่อง “ค่าเงิน” ที่ถูกมองว่าเป็นตัวการที่ทำให้การลงทุนในกองทุนต่างประเทศไม่ได้ผลตอบแทนตามที่ควรจะได้ เพราะต้องขาดทุนในเรื่องค่าเงินนั้น ...
ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติของการลงทุนในต่างประเทศ เปรียบเหมือนเหรียญ 2 ด้าน ค่าเงินแข็ง เราไปลงทุนก็ได้ประโยชน์ แต่ถ้าเรามีเงินลงทุนอยู่ในต่างประเทศก็เสียประโยชน์ เพราะแปลงเป็นเงินบาทได้น้อยลง อย่างไรก็ตามแต่ละกองทุนจะมีนโยบายป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ที่แตกต่างกัน แบ่งเป็น 4 แบบ คือ
1.ป้องกันความเสี่ยงทั้งหมด/หรือเกือบทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 90%
2.ป้องกันความเสี่ยงบางส่วน มีการระบุสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงไว้อย่างชัดเจน
3.ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนรวม สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ 0-100%
4.ไม่ป้องกันความเสี่ยงเลย
ไม่มีรูปแบบการป้องกันความเสี่ยงแบบไหนที่สมบูรณ์แบบหรอกครับ ในสถานการณ์ทิศทางค่าเงินแบบหนึ่งก็ต้องป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนแบบหนึ่งซึ่งแตกต่างกัน ผมจึงสรุปว่า เป็นเรื่องปกติของการลงทุนในต่างประเทศครับ
ดังนั้น ก่อนการลงทุนในกองทุนต่างประเทศ ผู้ลงทุนต้องเข้าใจว่านโยบายการป้องกันความเสี่ยงในกองทุนที่เราสนใจเป็นอย่างไร ซึ่งไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์ตายตัวว่านโยบายไหนดีกว่ากัน เพียงแต่เหมาะกับผู้ลงทุนคนละแบบ เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับ ว่า “ป้องกันความเสี่ยง” แน่นอนกว่ามันย่อมมีทั้ง เสี่ยงจะเสีย กับเสี่ยงจะได้ ...เราไม่ควรตั้งธงว่าจะลงทุนเฉพาะกองทุนที่ป้องกันความเสี่ยงทั้งหมดเท่านั้น หรือเพราะเหตุนี้ทำให้ไม่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศเด็ดขาด เพราะกลัวขาดทุน เพราะในบางครั้งก็เป็นการปิดโอกาสตัวเองเหมือนกัน
เพราะฉะนั้น ในช่วงนี้ที่ผลตอบแทนกองทุนต่างประเทศทำผลตอบแทนได้ไม่น่าพอใจ เป็นผลมาจากปัจจัยของแต่ละประเทศต่างๆ มากกว่ารายละเอียดปลีกย่อยด้านบน และผมมองว่าการลงทุนต่างประเทศเป็นการลงทุนในระยะยาว ...ไม่ใช่แค่ปีนี้ปีเดียว และเป้าหมายหลัก คือ กระจายพอร์ตลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงมากกว่าครับ







