
ตลาดหุ้นเดือน ก.ย.
โดย...จิตรา อมรธรรม
โดย...จิตรา อมรธรรม
ไฮไลต์ของการลงทุนในทุก Asset Class ไม่ลำพังเฉพาะตลาดหุ้นไทยในเดือนนี้อยู่ที่การประชุม FED ซึ่งอยู่ในช่วงปลายเดือน ส่งผลให้ Fund Flow ถือโอกาสพักหลังจากไหลเข้ามาในตลาดเอเชียอย่างมากนับตั้งแต่หลัง Brexit แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ส.ค.ที่ออกมา 1.51 แสนตำแหน่ง จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ แต่ไม่ใช่ตัวเลขที่แย่ โฟลว์จึงน่าจะเลือกรอความชัดเจนหรือการส่งสัญญาณจาก FED ก่อน ดัชนีตลาดหุ้นไทยในเดือน ก.ย. จึงควรจะแกว่งทรงถึงลงเพราะหุ้นหลายตัวราคาขึ้นมาเร็วไปจนชนเป้าหมายในปีหน้าไปแล้ว แต่การปรับลงของดัชนีหุ้นไทยวานนี้ที่แรงกว่าและสวนทางตลาดหุ้นเพื่อนบ้านกลับเปิดโอกาสในการเลือกทยอยสะสมหุ้นดีได้เร็วขึ้น เพราะภาพใหญ่ยังดูดีคือเศรษฐกิจเข้ารูปเข้ารอย การฟื้นตัวค่อยเป็นไปค่อยไป ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนหลายเซ็กเตอร์เริ่มฟื้นแล้ว
แม้ PE ตลาดหุ้นไทยสูง แต่ยังเป็นที่หมายของ Flow ในอนาคต
ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้อยู่ในจุดที่ถูก SET Index มี Forward PE 16.4 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาที่ 14 เท่า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคอยู่ที่ 15.6 เท่า อยู่เล็กน้อย แต่ด้วยอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่ตกต่ำตลอดหลายปีที่ผ่านมาและมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ต่อไปอีกระยะใหญ่ (2.0-2.3%) ประกอบกับเงินปันผลของตลาดหุ้นไทยที่ 3-3.2% ทำให้ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยยังมีอยู่ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีความหวังมากขึ้นกับโครงการ Mega Project ของภาครัฐตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2559 เป็นต้นไป และภาวะการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นหลังการลงประชามติผ่านพ้นไปอย่างเรียบร้อย
เศรษฐกิจในประเทศฟื้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2558 ปัจจุบันยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง สำหรับเดือน ก.ค. ชะลอจากเดือนก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย เพราะการใช้จ่ายภาครัฐเร่งตัวไปมากในเดือนก่อนหน้า ส่วนการจับจ่ายใช้สอยก็หมดปัจจัยกระตุ้นชั่วคราว เรายังมีมุมมองเป็นบวกสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศในช่วงที่เหลือของปีนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนจะมาจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐเป็นหลัก FSS ได้ปรับประมาณการ GDP ปี 2559-2560 ขึ้น 0.1% เป็นขยายตัว 3.3% ปีนี้ และขยายตัว 3.5% ในปีหน้า ปัจจัยขับเคลื่อนหลักในปี 2560 จะมาจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน และการบริโภคของภาคเอกชน FSS จึงยังคง SET Target สิ้นปีนี้ที่ 1,650 จุด และแนะนำหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ค้าปลีก และธนาคารมาอย่างต่อเนื่อง
แบงก์ไทยแกร่งเมื่อเทียบภูมิภาค
ในขณะที่สถาบันการเงินหลายประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยเฉพาะแบงก์ในญี่ปุ่นที่ NIM ต่ำกว่า 1% เพราะ BOJ ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ ส่วนจีน NPL ยังสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่แบงก์ของไทยไม่มีปัญหาดังกล่าว แม้ดอกเบี้ยเงินกู้จะลดลงในไตรมาส 2 ปี 2559 แต่ NIM กลับเพิ่มเป็นเฉลี่ย 3.42% จาก 3.36% ในไตรมาสแรกปี 2559 และแม้ NPL จะเพิ่มแต่ Coverage Ratio สูงมาก 127% ส่วนสินเชื่อ 7 เดือนแรกปี 2559 ที่หดตัว 0.5% ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันไม่น่ากังวล และหลายแบงก์จ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปี (ยกเว้น KTB TMB TISCO จ่ายปีละ 1 ครั้ง) ส่วนใหญ่ขึ้น XD ต้นเดือน ก.ย. ช่วยจำกัด Downside ของราคากลุ่มแบงก์ Top Picks ในปีนี้ของ FSS ยังเป็น SCB (ราคาพื้นฐานปีนี้ 182 บาท) และ KKP (ราคาพื้นฐานปีนี้ 61 บาท)
กลุ่มค้าปลีก-อาหารพักฐานแรงน่าซื้อ
กลุ่มที่ Outperform ตลาดมากที่สุด 3 อันดับแรกในเดือน ส.ค. ได้แก่ กลุ่มอาหาร ค้าปลีก และเกษตร หุ้นที่เราชอบในกลุ่มนี้ ได้แก่ TACC SAPPE BIG BEAUTY HMPRO ก่อนหน้านี้ราคา
หุ้นปรับขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยแรงหนุนจาก Sector Rotation ทำให้ราคาหุ้นหลายตัวมี Upside แคบลงและบางตัวก็เริ่มใกล้เต็มมูลค่า FSS ยังคงชอบพื้นฐานของหุ้นดังกล่าว การปรับลงระหว่างเทรดของหุ้นเหล่านี้เมื่อวานนี้เป็นจุดที่น่าซื้อมาก แต่เมื่อราคาเริ่มกลับมาแล้ว แนะนำหาจังหวะค่อยๆ ทยอยสะสมรอบใหม่และถือลงทุนยาว
ได้เวลาของกลุ่มโรงพยาบาล
ดัชนีกลุ่ม HEALTH ปรับลงมาจากจุดสูงสุดกลางเดือน เม.ย. ราว 6% สวนทางกับ SET Index ที่ปรับขึ้น 9% โดยที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปลง และเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ล่าสุด BOI เห็นชอบนโยบายส่งเสริมการแพทย์ครบวงจร ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ 5-8 ปี แก่กิจการผลิตยา สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2559 เราคาดโตดี
ต่อเนื่องเพราะ High Season เราชอบ BCH (ราคาพื้นฐานปี 2560 ที่ 14 บาท) และ BDMS (ราคาพื้นฐานปี 2560 ที่ 26 บาท) มากที่สุด รองลงมาคือ LPH (ราคาพื้นฐานปี 2560 ที่ 10.50 บาท)







