
กองทุนเฮโลช้อนหุ้นถูก
สถาบันทิ้งหนัก 2 วัน ร่วม 7,000 ล้าน บลจ.บัวหลวง กสิกรไทย ยอมรับเข้าไปซื้อของดีราคาเหมาะสม
สถาบันทิ้งหนัก 2 วัน ร่วม 7,000 ล้าน บลจ.บัวหลวง กสิกรไทย ยอมรับเข้าไปซื้อของดีราคาเหมาะสม
นักลงทุนสถาบันขายหุ้นออกมาอย่างหนักติดต่อกัน 2 วัน รวม 7,235 ล้านบาท (วันที่ 2 ก.ย. มูลค่า 4,863 ล้านบาท และวันที่ 5 ก.ย. อีก 2,372 ล้านบาท) กดดันดัชนีรูดลงแรงรวม 47.19 จุด คิดเป็น 3.06% โดย นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง เปิดเผยว่า การที่มี บลจ.ขายหุ้นออกมาในวันศุกร์ที่ 2 ก.ย. คงตอบแทนผู้จัดการกองทุนทั้งหมดไม่ได้ว่าเพราะอะไร แต่เป็นเรื่องปกติเมื่อมีซื้อก็ต้องมีขายเมื่อถึงระดับหนึ่งเพื่อทำกำไร และจะกลับมาซื้อในช่วงที่ราคาหุ้นลดลง ถือว่าเป็นปกติของการบริหารพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน
สำหรับ บลจ.บัวหลวง นางวรวรณ กล่าวว่า ก็มีการขายกองตราสารหนี้ออกไปบ้างเล็กน้อย แต่เมื่อเช้าวันที่ 5 ก.ย. ได้สอบถามผู้จัดการกองทุนของบัวหลวงมีการเข้าไปเก็บหุ้นที่ชอบและมีราคาหุ้นที่ลดลงมา เพราะการที่หุ้นลงมา 20 จุด แสดงว่าผู้จัดการกองทุนเห็นเป็นโอกาสระยะกลางว่ายังเป็นขาขึ้นได้อยู่ แต่ไม่ได้เห็นรายย่อยเข้ามาซื้อกองทุนในปริมาณที่มากอย่างมีนัยสำคัญ
“พอตลาดหุ้นลงแรงทุกคนจะโทษเป็นเพราะสถาบันขาย สถาบันต้องซื้ออย่างเดียวเหรอ แต่ทำไมพอรายย่อยขายไม่มีใครว่าอะไร แต่ชื่นชมว่ารายย่อยเก่งที่ขายทำกำไรได้” นางวรวรรณ กล่าว
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า ต้องการให้นักลงทุนได้ตั้งสติหรือมองไปในระยะกลางและระยะยาวมากกว่า เพราะท้ายที่สุดราคาหุ้นต้องอิงกับกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ข่าวที่เกิดขึ้นมีกระทบกับราคาระยะสั้น แต่ไม่ได้กระทบกับความสามารถทำกำไรในระยะกลางหรือระยะยาวแต่อย่างใด อีกทั้งมี บจ. 120-150 แห่ง ที่มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราที่สูงกว่าปีก่อน
นอกจากนั้น อยากให้มองเรื่องปัจจัยเสี่ยงในต่างประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายทางการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ความไม่แน่นอนหลังการลงประชามติของสหราชอาณาจักร (เบร็กซิต) ปัญหาการเงินในยุโรปที่ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้าย อัตราแลกเปลี่ยนที่จะผันผวนมากขึ้น ตลอดจนผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทย ส่วนเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากแรงขับเคลื่อนหลักจากการใช้จ่ายภาครัฐ แต่การส่งออกยังคงหดตัวตามเศรษฐกิจเอเชียที่ชะลอลงมากกว่าที่คาด
น.ส.ธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า หลังจากหุ้นลดลงติดต่อกัน 2 วัน ทำให้ราคาหุ้นบางบริษัทปรับลงมาจนมีมูลค่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจจึงทยอยซื้อสะสม และหากพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและ บจ. เชื่อว่าที่ดัชนีระดับ 1,500 จุด น่าจะเป็นแนวรับที่ดีได้
ผู้จัดการกองทุนรายหนึ่ง กล่าวว่า กองทุนได้ทยอยเข้าซื้อหุ้นที่รูดลงแรงในวันที่ 5 ก.ย. เพราะมองว่าความกังวลที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลให้ปัจจัยพื้นฐานหุ้นเปลี่ยนแปลง และเชื่อว่าจะมีขั้นตอนรองรับอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสในการเลือกสะสมหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ราคายังถูก รับเหมาและวัสดุก่อสร้างที่ราคาลงมามาก รวมถึงหุ้นขนาดกลางและเล็กที่ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาหุ้นบางตัวปรับตัวขึ้น 30%
“ที่ผ่านมากองทุนได้ทยอยขายหุ้น เพราะบางตัวราคาขึ้นมาสูงเกินพื้นฐานมาก จึงขายเพื่อไปลงทุนหุ้นที่ยังถูกเมื่อเทียบพื้นฐาน ถือเป็นการสลับตัวเล่น บางกองทุนภายใต้การบริหารก็ถือหุ้นเกือบเต็มพอร์ต 100% บางกองทุนก็ยังพอมีเงินสดเลือกซื้อหุ้นได้ สถานการณ์นี้การเลือกหุ้นที่ถูกและอนาคตดีน่าจะปลอดภัยที่สุด”
อย่างไรก็ตาม ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทย และเชื่อว่าสหรัฐมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. กระแสเงินทุนยังไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ต่างชาติยังคงเชื่อมั่น บางกลุ่มที่ยังไม่ได้เข้ามาก็เริ่มซื้อและที่ซื้อแล้วก็ยังซื้ออยู่
“ต่างชาติขาย 3 แสนล้านบาท ปีนี้เพิ่งเข้ามาซื้อประมาณ 1 แสนล้านบาทเท่านั้น จึงมีโอกาสที่หุ้นจะขึ้นต่อได้”ผู้จัดการกองทุน กล่าว
นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต กล่าวว่า ข่าวลือที่เกิดขึ้นอาจจะมีผลกระทบต่อตลาด 2-3 วัน นักลงทุนจึงควรจะทยอยเลือกหุ้น โดยเน้นหุ้นที่ทำธุรกิจที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เช่น โรงพยาบาล อุปโภคบริโภค และธุรกิจสาธารณูปโภค







