posttoday
ตลาดกลับมามองฝั่งยุโรป หลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐ

ตลาดกลับมามองฝั่งยุโรป หลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐ

05 กันยายน 2559

โดย...วรดา ตันติสุนทร

โดย...วรดา ตันติสุนทร

ในสัปดาห์นี้ เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 34.50-34.80 โดยตลาดจะกลับมาให้ความสำคัญกับทางฝั่งยุโรป ซึ่งทางธนาคารกลางยุโรโซน (อีซีบี) จะมีการประชุมนโยบายการเงินในวันพฤหัสบดีนี้

ทั้งนี้ ตลาดมองว่า อีซีบีอาจผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมผ่านการยืดโปรแกรมคิวอีออกไปจนถึงเดือน ก.ย. 2560 จากเดิมที่จะจบลงในเดือน มี.ค. 2560 โดยก่อนจะมีการประชุมอีซีบี จะมีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของทางยุโรปออกมา เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายผลิต (PMI) ภาคบริการ จีดีพีไตรมาส 2 ของฝั่งยุโรป และการผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนี โดยหากอีซีบีผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมจริง ก็อาจส่งผลให้มีเงินทุนจากฝั่งยุโรปไหลเข้ามาในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ต่อเนื่อง และอาจดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย

สำหรับข้อมูลสำคัญทางฝั่งอเมริกานั้น ตัวเลข PMI ภาคบริการของสหรัฐเดือน ส.ค. ซึ่งตลาดมองว่าจะขยายตัวมาอยู่ที่ 51.1 จากเดือนก่อนหน้าที่ 50.9 ทั้งนี้ภาคบริการมีสัดส่วนใหญ่ต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา หากเศรษฐกิจสหรัฐยังส่งสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน อาจทำให้ตลาดมองโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการขึ้นช่วงเดือน ก.ย.ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 34% และโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในเดือน ธ.ค.อยู่ที่ 59.8%

ค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้เปิดตลาดที่ 34.66 หลังตลาดซื้อขายตามคอมเมนต์ของเยลเลนและเฟดสาขาอื่นๆ ที่มีท่าที Hawkish โดยมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้ดีจากภาคแรงงานที่แข็งแกร่ง ขณะที่เงินเฟ้อค่อยๆ ขยับเข้าใกล้เป้าหมาย ส่งผลให้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดมีมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทไม่ได้ปรับอ่อนค่ามากนักจากคอมเมนต์ของเฟด โดยช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์กลับแข็งค่าเล็กน้อย และเคลื่อนไหวกรอบแคบราว 34.51-34.70 ส่วนหนึ่งเพราะเงินทุนจากต่างชาติยังไหลเข้ามาทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรราว 3,600 ล้านบาทและ 4,700 ล้านบาท ตามลำดับ ดันให้ค่าเงินบาทบาทแข็งเล็กน้อย

ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ได้ออกมาเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยช่วยดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าลงไปเกิน 34.5 ต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากจะกระทบต่อผู้ส่งออก ทั้งนี้ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 34.60

ค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ 101.81 และกลับมามีทิศทางอ่อนค่าตลอดทั้งสัปดาห์จากการคอมเมนต์ของเจเน็ต เยลเลน ที่ Jackson Holeโดยมองว่าโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้มีมากขึ้น ขณะที่ โคโรดะ ออกมาให้ความเห็นว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีโอกาสที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในงานเดียวกัน ส่งผลให้เงินเยนเปิดตลาดมาอ่อนค่า

ทั้งนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์มีผู้กำหนดนโยบายต่างๆ ของญี่ปุ่นออกมาแสดงความกังวลต่อเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมาก โดย โยชิดะ ซูงะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ออกมาพูดว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการที่เหมาะสมในการควบคุมไม่ให้เงินเยนที่แข็งค่ากระทบต่อเศรษฐกิจ อีกทั้ง โคอิชิ ฮามาดะ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้เสนอให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นซื้อพันธบัตรต่างชาติเพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติม ส่งผลกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าลง อีกทั้งในช่วงปลายสัปดาห์ มาโกโตะ ซากุราอิ สมาชิกบีโอเจยังออกมาให้คอมเมนต์ว่า บีโอเจยังสามารถเข้าซื้อ ETFs เพิ่มขึ้น สามารถขยายการเข้าซื้อสินทรัพย์ภายใต้โครงการคิวอี และยังมีพื้นที่นโยบายสำหรับการลดอัตราดอกเบี้ยให้ติดลบมากขึ้น ทั้งนี้ บีโอเจจะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 21 ก.ย. เงินเยนปิดตลาดที่ 103.6

ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ 1.1191 เงินยูโรเปิดตลาดอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ หลังจากคอมเมนต์ของเยลเลน ที่มีท่าทีค่อนข้าง Hawkish ประกอบกับการที่ สแตนลีย์ ฟิสเซอร์ รองประธานเฟด ก็ได้ออกมาพูดถึงโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้เหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับหลายสกุลในช่วงต้นสัปดาห์หลังจากตลาดมองโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้เพิ่มขึ้นโดยในช่วงต้นและกลางสัปดาห์ตลาดซื้อขายตามข่าวการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ตลาดย่อยข่าวเสร็จ เงินยูโรก็ปรับแข็งค่าขึ้นมาเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์จากตัวเลขดัชนีภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐ ที่รายงานโดย ISM ซึ่งกลับหดตัวลง ผิดกับที่ตลาดคาดการณ์ในเดือน ส.ค. โดยลดลงมาที่ 49.4 หดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ก.พ. ในขณะที่ฝั่งตัวเลขเศรษฐกิจของยุโรปก็ออกมาค่อนข้างผิดหวัง โดยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือน ส.ค.ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.2% น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์และต่ำกว่าเป้าหมายของอีซีบี ตลาดจะจับตาดูการประชุมของอีซีบีที่จะมีขึ้นในสัปดาห์นี้ หากมีการผ่อนคลายเพิ่มจะกดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าลงไปอีกได้ ทั้งนี้ เงินยูโรปิดตลาดที่ 1.1187

ด้านภาวะตลาดอัตราดอกเบี้ยในตลาดหุ้น สัปดาห์ที่ผ่านมามีการออกหุ้นกู้ของบริษัท อาทิ หุ้นกู้มีประกันของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) อันดับความน่าเชื่อถือที่ AAA ออกและเสนอขายให้นักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ อายุ 2 ปี 8 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.96% มูลค่า 5,000 ล้านบาท ตราสารด้อยสิทธิของธนาคารเกียรตินาคิน อันดับความน่าเชื่อถือที่ A- ออกเสนอขายให้ผู้ลงทุนสถาบันแบบเฉพาะเจาะจงไม่เกิน 10 ราย รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.80% มูลค่า 1,500 ล้านบาท การออกและเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท ฐิติกร อันดับความน่าเชื่อถือที่ A- ออกเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.41% มูลค่า 500 ล้านบาท

สัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรไทยปรับตัวสูงขึ้น หลังจากงานสัมมนา Jackson Holes เสร็จสิ้นลง ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้มากขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรไทยปรับตัวสูงตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อีกทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมาโปรแกรม Bond Switching ของ สบน.เสร็จสิ้นลง และพันธบัตรรัฐบาลรุ่นที่เป็น Benchmark (Destination Bond) เข้าสู่ตลาด ทำให้ปริมาณพันธบัตรในตลาดมีมากขึ้น แต่ปริมาณการซื้อขายพันธบัตรไทยค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากตลาดรอตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ (NFP)

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง