
แนะผู้สูงอายุสมัครสมาชิกกอช.ก่อนหมดสิทธิ25ก.ย.
รัฐบาลเชิญชวนผู้สูงวัยสมัครสมาชิก กอช.ก่อนหมดสิทธิ 25 ก.ย.นี้ เพื่อรักษาสิทธิของประชาชน
รัฐบาลเชิญชวนผู้สูงวัยสมัครสมาชิก กอช.ก่อนหมดสิทธิ 25 ก.ย.นี้ เพื่อรักษาสิทธิของประชาชน
พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 25 กันยายน 2559 จะครบ 1 ปีของการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ได้ จากปกติจะรับสมัครเฉพาะผู้ที่มีอายุ 15 - 60 ปีเท่านั้น โดยเงื่อนไขนี้ยังรวมไปถึงผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ที่สมัครสมาชิกกองทุนฯ ภายใน 25 กันยายนนี้ และจะได้เป็นสมาชิกต่อไปอีก 10 ปี นับจากอายุตัวในวันสมัคร รัฐบาลจึงขอเชิญชวนผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รีบสมัครเป็นสมาชิกกองทุนฯ หากพ้นกำหนดจะไม่สามารถสมัครได้อีก ส่วนเงื่อนไขที่ให้ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปออมได้ 10 ปี จะสิ้นสุดลงด้วย โดยสมาชิกจะมีสิทธิออมเงินได้ถึงอายุ 60 ปีเท่านั้น
ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เร่งรัดให้กองทุนการออมแห่งชาติ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหน่วยงานต่าง ๆ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเพราะถือเป็นสิทธิอันพึงมีพึงได้ที่ทุกคนควรได้รับ โดยผลประโยชน์ที่สมาชิกกองทุนฯ ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปจะได้รับ คือ เงินสมทบที่รัฐบาลจะจ่ายเข้าบัญชีให้เท่ากับจำนวนเงินที่สมาชิกออมเข้ากองทุน แต่ไม่เกินปีละ 1,200 บาท และยังมีผลตอบแทนที่กองทุนฯ ได้นำเงินไปลงทุน ส่วนการขอรับเงินคืนนั้นขึ้นอยู่กับความสมัครใจของสมาชิก คือ ผู้ใดที่ออมครบ 10 ปี ๆ ละ 13,200 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับบำนาญตลอดชีพทุกเดือน แม้ว่าเงินออมหมด แต่กองทุนก็ยังจ่ายให้อยู่ ส่วนผู้ใดที่ไม่ต้องการออมถึง 10 ปี จะขอรับเงินคืนเมื่อใดก็ได้ โดยกองทุนจะทยอยจ่ายคืนให้ทุกเดือนจนกว่าเงินออมจะหมด และหากสมาชิกเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินก้อนที่เหลืออยู่ในบัญชีทั้งหมด
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ยอดผู้สมัครสมาชิกกองทุนฯ จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 มีจำนวนทั้งสิ้น 437,501 ราย มียอดเงินกองทุน 1,313 ล้านบาท โดยสมาชิกส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร รองลงมาคือ ค้าขาย นักเรียนนักศึกษา และอื่น ๆ และในจำนวนนี้เป็นสมาชิกที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปร้อยละ 46 หรือราว 201,000 ราย
ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจสามารถสมัครสมาชิกกองทุนฯ ได้ที่ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ สายด่วนเงินออม 0 2017 0789 กด 0 ในวันและเวลาทำการ







